วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

เจริญโชค สันดี 56-2-0633

                                                                  นักบุญยุสติน วีรสักขี

·       ชีวประวัติและแนวความคิดทางเทววิทยาของนักบุญยุสติน
ยุสตินเกิดในครอบครัวคนต่างศาสนาที่เมืองนาบลูสในสะมาเรีย ต้นศตวรรษที่ 2 เป็นนักปรัชญา    เมื่อได้กลับใจแล้วได้ตั้งสำนักเรียนที่โรม เป็นนักเขียนคนแรกของคริสต์ศาสนาที่รู้จักปรัชญากรีกอย่างจริงจัง
เพราะก่อนที่จะมารับการนับถือคริสต์ศาสนา ได้สนใจค้นคว้าหาความจริงจากสำนักปรัชญาต่างๆที่มีชื่อเสียงในกรุงโรมขณะนั้น โดยมั่นใจว่า ปรัชญาสามารถให้ความจริงและนำความสุขอันแท้จริงมาให้กับชีวิต
ในที่สุด ครั้นมีศรัทธาต่อคริสต์ศาสนาขึ้นมา ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า ในวันหนึ่งท่านได้ไปภาวนาไตร่ตรองลำพังที่แถวริมชายฝั่งทะเลสาบ ก็ได้พบกับชายอาวุโสคนหนึ่ง ผู้ซึ่งทำให้ท่านได้มองเห็นถึงความอ่อนแอของท่านจากความมั่นใจในการแสวงหาความสุขแท้จากความรู้ต่างๆที่เกี่ยวกับแนวคิดจากปรัชญาต่างๆ ชายแปลกหน้านั้นได้ชี้ให้ท่านเห็นถึงบรรดาประกาศกของชาวยิวที่ได้ทำนายถึงองค์พระผู้ไถ่กู้มนุษย์ โดยการแสดงให้เห็นการเผชิญหน้ากับความตายอย่างชื่นชมยินดีของบรรดาคริสตชนที่ได้เชื่อในพระคริสตเจ้าผู้นำความสุขแท้มาให้พวกเขาจนไม่กลัวแม้ความตายอยู่ต่อหน้า ท่านจึงมั่นใจว่าคริสตศาสนาเท่านั้นให้ความจริงและความสุขแท้ ก็มีปัญหาว่าจะใช้ปรัชญากรีกชี้แจงทรรศนะของตนแก่นักปรัชญาอื่นๆที่ไม่เห็นด้วยกับตนในเรื่องนี้ได้อย่างไร งานเขียนของท่านซึ่งตกทอดถึงเรามีเพียง 2 เรื่องเท่านั้นคือ Apologies I-II และ The Dialogue with Trypho ท่านได้ถูกตัดศีรษะพร้อมกับเพื่อนมรณสักขีที่โรม ในสมัยจักรพรรดิมาร์คัส เอาเรลีอัส ใน ค.ศ. 165
-    มนุษย์  คิดเหมือนปลาโต้ ( Plato ) ว่าจุดหมายของมนุษย์คือรู้ความจริง แต่เสริมคำสอนของคริสต์ศาสนาว่าความจริงสูงสุดคือพระเจ้า การรู้ความจริงด้วยวิธีที่ปลาโต้เสนอไว้นั้นเป็นความรู้นามธรรม      ไม่ชัดเจน ไม่ให้ใจแก่ผู้รู้ เราจึงต้องการวิวรณ์หรือการเผยแสดงจากพระเจ้าเพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว คริสต์ศาสนาสอนเรื่องพระเจ้าอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน และให้ความแน่ใจมั่นใจแก่ผู้รู้ การประนีประนอมความรู้ จาก 2 ทางนี้เข้าด้วยกันจะช่วยให้ได้ความรู้สมบูรณ์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขความสุขอันแท้จริงสำหรับมนุษย์ 
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว มนุษย์มีมนัสสำหรับความเข้าใจทางที่พึงปฏิบัติ และมีเจตจำนงเสรี สำหรับการตัดสินใจปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ ถ้าตัดสินใจปฏิบัติตามที่มนัสเห็นควรก็เรียกว่าทำความดี อุปสรรคแห่งการประพฤติดีคือปีศาจ ซึ่งชักชวนให้เลือกเอาประโยชน์เฉพาะหน้าแทนที่จะมุ่งหน้าสู่เป้าหมายสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ 
ยุสตินถือเหมือนนักบุญยอห์นว่า ร่างกายไม่ใช่สิ่งเลวในตัว ร่างกายเป็นเพียงเครื่องมือของวิญญาณ ความดีหรือความเลวอยู่ที่การตัดสินใจของวิญญาณ ผู้ที่ตัดสินใจเลือกพระเจ้าจะมีชีวิตพระเจ้าได้ตลอดนิรันดร ผู้ที่ไม่ยอมเลือกพระเจ้าหมายความว่าสมัครใจรับโทษนรก พระเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าใครจะขึ้นสวรรค์หรือตกนรก ใครทำดีพระเจ้าก็ให้ขึ้นสวรรค์ ใครทำชั่วก็ตกนรกโดยการเลือกของตนเอง พระเจ้าทรงกำหนดจำนวนของผู้ขึ้นสวรรค์ไว้แล้ว ถ้าจำนวนเพียงพอเมื่อใดก็สิ้นโลก
-     ศีลธรรม  บัญญัติของศาสนายูดาห์เป็นกฎชั่วคราวสำหรับชาวยิวเท่านั้น เมื่อพระคริสต์มาสอนและประทานบัญญัติถาวรให้แล้ว บัญญัติของศาสนายูดาห์ก็ล้าสมัย พระคริสต์มิได้ลบล้างเก่าทั้งหมด ทรงแก้ไขแต่เพียงบทเฉพาะกาล ที่เป็นกฎนิรันดรอยู่แล้วก็ทรงรักษาไว้ตามเดิม บัญญัติของพระคริสต์จึงเป็นบัญญัติสากล เป็นกฏนิรันดร ผูกมัดทุกคน  ก่อนโมเสสประกาศบัญญัติ ผู้ใดประพฤติตนดีตามมโนธรรมของตน จะได้รับความรอดทุกคน ครั้นเมื่อโมเสสประกาศบัญญัติในนามของพระเจ้าสำหรับชาวยิวแล้ว ชาวยิวต้องประพฤติตามบัญญัติของโมเสสจึงจะได้ความรอด คนอื่นๆมีสิทธิเดินตามมโนธรรมของตนเองต่อไป เพราะบัญญัติของโมเสสมิได้ผูกมัดชนชาติอื่นๆ แต่ถ้าใครไม่ใช่ยิวอยากจะปฏิบัติตามบัญญัติของโมเสส ก็ย่อมมีสิทธิ์จะทำได้ด้วย ครั้นพระคริสต์เสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อไถ่บาปมนุษย์แล้ว ทรงประกาศบัญญัติใหม่สำหรับทุกคน เนื่องจากทรงประกาศเป็นบัญญัติสากล จึงผูกมัดทุกคนในทุกชาติทุกภาษา แสดงว่านักบุญยุสตินนอกจากจะรอบรู้ปรัชญากรีกแล้ว ยังรู้กฎหมายโรมันอย่างดีด้วย
-       พระคริสตเจ้า พระคริสตเจ้าเป็นพระวจนาตถ์ที่ลงมารับเอากาย (Logos incarnation) พระวจนาตถ์คือเหตุผลของพระเจ้า พระคริสตเจ้าจึงทรงเป็นครูของทุกคน และทรงเป็นบ่อเกิดของความจริงทุกอย่าง ใครที่ใช้เหตุผลย่อมเป็นชาวคริสต์อยู่แล้ว นักบุญยุสตินได้ยกตัวอย่างของโซคราเตสและเฮราคลีตุส ว่าเป็นชาวคริสต์ก่อนพระคริสต์ประสูติเสียอีก เพราะเป็นผู้ที่เข้าถึงพระวจนาตถ์และจูงผู้คนถึงความจริงด้วยอานุภาพแห่งพระวจนาตถ์ โซคราเตสถูกฆ่าด้วยสาเหตุเดียวกับพระคริสตเจ้า จึงนับว่ามีชีวิตของพระคริสตเจ้าเต็มตัวจนถึงวาระสุดท้าย เป็นตัวอย่างของคริสตชนได้เกือบเหมือนพระคริสต์ทีเดียว  

·       กิจการมรณสักขีของนักบุญยุสติน
                บรรดานักบุญได้ถูกจับ และถูกนำไปเผชิญหน้ากับเจ้าเมืองโรมชื่อรัสติกุส ขณะที่บรรดานักบุญได้ยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังค์การตัดสิน รัสติกุสเจ้าเมืองได้พูดกับยุสตินว่า “เหนือสิ่งอื่นใด เจ้าจงมีความเชื่อต่อบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย และนบนอบต่อองค์จักรพรรดิ” ยุสตินตอบว่า “เราไม่สามารถถูกกล่าวโทษหรือถูกลงโทษ เพราะเชื่อฟังคำสั่งขององค์แห่งพระผู้ช่วยให้รอด พระเยซูคริสตเจ้าของเรา”
                รัสติกุสจึงพูดว่า “เจ้าเชื่อถือหลักคำสอนอะไร” ยุสตินตอบ “ข้าพเจ้าได้พยายามเรียนรู้ทุกหลักคำสอน แต่ข้าพเจ้ายอมรับหลักคำสอนแท้จริงของบรรดาคริสตชน แม้ว่าคำสอนเหล่านี้ จะไม่ได้รับการยอมรับจากพวกที่ถือว่าเป็นความผิด”
                เจ้าเมืองรัสติกุสจึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าเชื่อคำสอนเหล่านั้นหรือเจ้าคนสารเลว” ยุสตินตอบว่า “ใช่แล้ว ข้าพเจ้าติดตามพวกเขา พร้อมกับหลักความเชื่ออันถูกต้องของพวกเขา”
เจ้าเมืองรัสติกุสจึงกล่าวว่า “มันเป็นหลักความเชื่ออะไร” ยุสตินตอบว่า “จงนมัสการพระเป็นเจ้าของบรรดาคริสตชน เราเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นอยู่ตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นพระผู้สร้างหนึ่งเดียว เป็นพระผู้สร้างทุกสิ่งทั้งที่เห็นได้และเห็นไม่ได้ เรายังเชื่อถึงพระเยซูคริสตเจ้า พระบุตรของพระเป็นเจ้า พระองค์ทรงได้รับการทำนายจากบรรดาประกาศกว่า จะเป็นผู้นำความรอดสำหรับมนุษยชาติในอนาคต และเป็นอาจารย์ของบรรดาสานุศิษย์ที่มีชื่อเสียง สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง ในฐานะที่เป็นเพียงมนุษย์ ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดไม่มีความหมายเลย ถ้าเปรียบกับพระมหิทธานุภาพอันไม่มีสิ้นสุดของพระองค์ ข้าพเจ้ายอมรับว่ามีอำนาจแห่งการทำนาย เพราะพระผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวถึงพระองค์ ในฐานะพระบุตรของพระเป็นเจ้า ก็ได้เป็นไปตามการทำนาย ข้าพเจ้ารู้ว่าบรรดาประกาศกได้รับการดลใจจากเบื้องบน เมื่อท่านเหล่านั้น พูดถึงการเสด็จมาประทับอยู่ท่ามกลางมนุษย์ของพระองค์”
รัสติกุสจึงพูดว่า “ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็เป็นคริสตชนคนหนึ่งใช่ไหม” ยุสตินตอบ “ใช่แล้ว ข้าพเจ้าเป็นคริสตชน”
เจ้าเมืองจึงพูดกับยุสตินว่า “เจ้าได้ชื่อว่าเป็นผู้คงแก่เรียนและรู้จักคิด เจ้าคงจะรู้ว่าอะไรเป็นหลักคำสอนแท้จริง จงฟัง ถ้าเจ้าถูกเฆี่ยนและถูกประหารชีวิต เจ้าคิดว่าเจ้าจะไปสวรรค์หรือ” ยุสตินตอบว่า “ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้เข้าอาณาจักรของพระเป็นเจ้า ถ้าข้าพเจ้าได้รับทรมานเช่นนั้น เพราะข้าพเจ้ารู้ว่าทุกคนที่เจริญชีวิตอย่างดี สามารถหวังได้รับพระหรรษทานของพระเป็นเจ้า ซึ่งได้รับการรักษาไว้สำหรับพวกเขา จนกระทั่งวาระสุดท้ายของโลก”
เจ้าเมืองรัสติกุสจึงพูดว่า “ดังนั้นเจ้าคิดเพ้อฝันหรือว่าจะได้ไปสวรรค์ เพื่อจะรับรางวัลอันเหมาะสม” ยุสตินตอบว่า “ไม่ใช่เป็นเพียงความคิดเพ้อฝันเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้ดีและเชื่อมั่นว่า จะต้องเป็นไปเช่นนั้นแน่นอน”
เจ้าเมืองรัสติกุสจึงพูดว่า “เดี๋ยวนี้จงทำตามคำสั่งที่พวกเจ้าต้องทำ คือ พวกเจ้าต้องถวายสักการบูชาแด่บรรดาเทพเจ้า ด้วยความพร้อมเพรียงกัน”  ยุสตินตอบว่า “ไม่มีใครที่มีความคิดถูกต้อง จะละทิ้งการนมัสการพระเป็นเจ้าแท้ ไปนมัสการพระเท็จเทียม”
เจ้าเมืองรัสติกุสจึงพูดว่า “ถ้าเจ้าไม่ทำตามที่ได้รับคำสั่ง จะต้องถูกทรมานอย่างไร้ความปราณี” ยุสตินตอบว่า “เราภาวนาเพื่อว่าเราจะได้รับความทรมานเพราะเห็นแก่พระเยซูคริสตเจ้าของเราและเพื่อจะได้รับความรอดเพราะความทรมานนี้จะทำให้เราได้รับความรอด และทำให้มีความเชื่อมั่น ขณะที่เราจะต้องยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังค์ของพระเจ้าและพระผู้ไถ่ของเรา ผู้ทรงพิพากษาสากลโลก ซึ่งน่ากลัวกว่าบัลลังค์ของท่าน”
ในทำนองเดียวกัน มรณสักขีองค์อื่นๆ ก็ได้พูดด้วยว่า “จงทำตามสิ่งที่ท่านปรารถนา เราเป็นคริสตชน เราไม่ถวายสักการบูชาแก่เทวรูป”
เจ้าเมืองรัสติกุสจึงได้ประกาศตัดสินว่า “ให้คนที่ปฏิเสธการถวายสักการบูชาบรรดาเทวรูป และไม่เชื่อฟังพระบัญชาของจักรพรรดิ จงถูกเฆี่ยนและถูกนำไปทรมาน ตามบทลงโทษที่มีบทบัญญัติไว้ในกฎหมายของบ้านเมือง” บรรดามรณสักขีผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกนำไป ยังสถานที่ประหารที่จัดเตรียมไว้ เป็นการเทิดพระเกียรติแด่พระเป็นเจ้า พวกท่านเหล่านั้นถูกตัดศรีษะ ได้รับมงกุฎแห่งมรณสักขี โดยการยืนยันความเชื่อในองค์แห่งความรอดของท่าน
เรื่องราวของยุสตินได้มอบมรดกหลายด้านให้กับเราคริสตชน เป็นสิ่งที่น่าจะนำมาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตคริสตชนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตที่ฝึกฝนอบรมของบรรดาสามเณรที่เตรียมตัวเป็นพระสงฆ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ในอนาคต ได้ด้านการเป็นผู้คงแก่เรียนนั้น ท่านเป็นนักศึกษาที่มากไปด้วยอุดมการณ์ ซึ่งอุดมการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือ ใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อองค์พระเยซูเจ้า ในทุกๆด้านของชีวิต ด้านความเป็นมนุษย์เป็นผู้ที่มีความสุภาพถ่อมตนสม่ำเสมอจนเป็นที่ยอมรับของทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนต่างศาสนาต่างความเชื่อ ด้านชีวิตจิตใจท่านเชื่ออย่างสุดชีวิตและจิตใจว่าพระเป็นเจ้าคือองค์ความจริงองค์เดียวและองค์แห่งความสุขแท้ ด้านการศึกษาท่านเป็นคนที่ผู้คนยอมรับว่าเป็นผู้ที่คงแก่เรียนซึ่งฝึกฝนมาก่อนที่จะกลับใจเสียอีกเมื่อได้พบความจริงแท้ก็ยิ่งศึกษามากขึ้นกว่าเดิมและที่สำคัญศึกษาแก้ปัญหาเพื่อผู้อื่นทั้งสิ้น ด้านการอภิบาลนั้นท่านได้มีความเด่นในเรื่องงานเขียนที่รักษาความเชื่อคริสตชนของเราจนทำให้ความเชื่อคริสตชนคงอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้  เช่น  Apologies I-II   เป็นต้นแบบแก่หลายต่อหลายคนในการเป็นนักคิดนักเขียนให้กับพระศาสนจักรตลอดมา
สุดท้ายท่านเขียนงานเขียนของท่านเองไม่ใช่ด้วยหมึกอีกต่อไป แต่เขียนด้วยชีวิตของท่านเองในการยอมรับทรมานและตายเพื่อเป็นพยานยืนยันถึงความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้าอย่างน่าเศร้าในสายตามนุษย์คือถูกทรมาน และตัดคอ แต่ในสายตาพระเจ้านั้น เป็นความชื่นชมยินดียิ่งนักที่ท่านได้ยอมตาย และใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังที่จะอยู่กับพระองค์ ถึงแม้ว่าในสายตามนุษย์นั้นดูแล้วเหมือนไม่มีหวังแต่สายตาพระเจ้าทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ (IMPOSSIBLE IS NOTHING)  กระผมเองก็ได้รับแรงบันดาลใจอย่างเต็มเปี่ยมในแบบชีวิตของนักบุญท่านนี้ ในด้านการใช้ชีวิตที่มากไปด้วยอุดมการณ์ มากไปด้วยการเสียสละ และสุดท้ายมากไปด้วยความเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไขในองค์พระผู้เป็นเจ้า

                

7 ความคิดเห็น:

  1. ครั้งเเรกที่อ่านหัวข้อเเล้ว วีรสักขี ผิดหรือเปล่า นึกว่ามรณะสักขี แต่เมื่ออ่านทั้งหมดเเล้วนั้น เหมาะเเล้วครับที่ใช้คำว่าวีรสักขี เพราะความกล้าหาญของยุสติน ในการตอบเจ้าเมือง ซึ่งเป็นคำตอบที่เด็ดเดี่ยวอย่ายิ่งเหมาะแก่การสอนคริสตชนในปัจจุบัน และเรื่องราวของ นักบุญองค์นี้ ไม่ค่อยมีการเผยเเพร่เท่าทีควร และสิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือ “ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้เข้าอาณาจักรของพระเป็นเจ้า ถ้าข้าพเจ้าได้รับทรมานเช่นนั้น เพราะข้าพเจ้ารู้ว่าทุกคนที่เจริญชีวิตอย่างดี สามารถหวังได้รับพระหรรษทานของพระเป็นเจ้า ซึ่งได้รับการรักษาไว้สำหรับพวกเขา จนกระทั่งวาระสุดท้ายของโลก”

    ตอบลบ
  2. แบบอย่างของท่านนับได้ว่า เป็น วีรสักขี สมชื่อจริงๆ

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ27 กันยายน 2556 เวลา 20:31

    ผมได้อ่านเเล้วคล้ายกับตัวคุณนะครับ พยายามเเสวงหาความเข้าใจ ปรัชญา เเละเทววิทยา ที่สุดคุณเลือกเเล้วว่าจะน้อมรับความเชื่อ ผมว่านักบุญยุสตินเป็นเเบบอย่างกับเราในเรื่องการเเสวงหาความจริงสูงสุด

    ตอบลบ
  4. วีรสักขีของท่านสอน ให้เราใช้ชีวิตเขียนงานเขียนไม่ใช่ด้วยหมึกอีกต่อไป แต่เขียนด้วยชีวิต โดยการยอมรับทรมานและตายเพื่อเป็นพยานยืนยันถึงความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้าอย่างน่าเศร้าในสายตามนุษย์ แต่มิใช่ในสายตาพระเจ้า

    ตอบลบ
  5. เมื่อเห็นหัวข้อเรื่อง นักบุญ เมื่อใด ผมรู้สึกประทับใจเสมอ เพราะเป็นผู้ชอบอ่านความกล้าหาญของบรรดานักบุญแล้วเกิดความกล้าหาญและความเสียสละของท่าน นักบุญยุสติน ได้ทำให้ผมมีความรู้สึกกล้าหาญเช่นนั้นอีกครั้ง และคงต้องขอบคุณ ผู้ลงบทความนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ของผู้อ่านท่านอื่นต่อไป

    ตอบลบ
  6. ชีวิตของเราจะต้องเป็นประจักษ์พยานถึงพระเจ้าเหมือนจุสติน ในการปฏิเสธการบูชาเทพเจ้า แม้จะมีอันตรายต่อชีวิตก็ตาม เราจะต้องมีความกล้าในการเผชิญกับสิงเหล่านี้

    ตอบลบ
  7. "ร่างกายไม่ใช่สิ่งเลวในตัว" ก่อนหน้านี้ผมได้อ่านบทความของออริเจน ทำให้แยกแยะออกชัดเจนว่าความคิดที่ถูกต้องคือสิ่งที่พระเจ้าสร้างมาล้วนดี และสำหรับสิ่งสร้างที่เรียกว่ามนุษย์นั้น "ดีมาก" จึงจะบอกไม่ได้ว่ามนุษย์มีจิตชั่วแต่กำเนิด

    ตอบลบ