วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว 56-2-0640

ลัทธิเนสโตริอุส Nestorianism


                เนสโตริอุส (Nestorius) เกิดในปี ค.ศ. 386 ที่เมือง Euphratesian Syria ในจังหวัดโรมันซีเรีย (Germanicia, ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศตุรกี) เป็นพระสงฆ์ชาวเยอรมัน เป็นศิษย์ของ Mopsuestia ได้ศึกษาต่อและเข้าอารามที่อันติโอก เป็นเพื่อนสนิทของนักบุญซีริล เป็นผู้มีชื่อเสียงดีในด้านการเทศนา กระทั่งในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ.428 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอัครสังฆราชแห่งคอนสแตนติโนเปิล สืบตำแหน่งต่อจากพระสังฆราช Sisinnius  บทบาทสำคัญที่ได้ทำคือ การโต้แย้งในเรื่องคริสตศาสตร์และพระชนนีพระเจ้า (Christology, Theotokos) ทั้งนี้ ท่านมีความคิดว่า หากคริสตชนเคารพต่อพระนางมารีย์ ความเชื่อต่อพระเจ้าจะเป็นอันตราย แต่การกระทำดังกล่าว เป็นแนวความคิดที่ผิดต่อข้อความเชื่อของพระศาสนจักร ช่วงบั้นปลายชีวิตภายหลังการถูกเนรเทศ ได้ใช้ชีวิตที่หน่วยกองหนุนภายนอกจักรวรรดิ คือ คริสตจักรแห่งตะวันออก (คริสตจักรในภาคตะวันออกของเมโสโปเตเมียและเปอร์เซียภายใต้การปกครอง Sassanian) ภายหลังกลุ่มนี้ คริสตชนตะวันตกให้ชื่อ ‘Nestorian’ หรือพระศาสนจักรอัสซีเรี่ยนตะวันออก  
แม้ว่างานเขียนและคำสอนส่วนใหญ่ของท่านได้รับคำสั่งให้เผาทำลายแล้ว ผลงานที่ยังหลงเหลือจึงมีไม่มากนักและอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ แต่คำสอนของ Nestorianism ที่ยังหลงเหลืออยู่ได้มีส่วนเป็นพื้นฐานสำหรับการสอน Dyophysite ในยุคต่อมา  เนสโตริอุสเสียชีวิตในปี ค.ศ.451 ที่เมือง Great Oasis of Hibis (al-Khargah)ประเทศอียิปต์ ภายในสังฆมณฑลไซริล และได้รับการยกย่องในพระศาสนจักรอัสซีเรี่ยนตะวันออก (Assyrian Church of the East) ให้ฉลองในวันที่ 25 ตุลาคม
บริบทและแนวความคิด
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 และโดดเด่นในศตวรรษที่ 5 จนถึงสภาสังคายนาเมืองเอเฟซัส (431) พระศาสนจักรมีแนวความคิดด้านเทววิทยาที่แตกต่างกัน สืบเนื่องจากสังคายานาที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ซึ่งบรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจักรได้ประชุมกันเพื่อประสานคำสอนเรื่อง พระตรีเอกภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติมนุษย์กับธรรมชาติพระเจ้าของพระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพระบุคคลของพระนางมารีย์ในฐานะ พระนางเป็นพระมารดาของพระเยซูเจ้า พระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้าและผู้ทรงรับสภาพมนุษย์
ในยุคนั้น ที่เมืองอเล็กซานเดรียในประเทศอียิปต์ถือเป็นเมืองศูนย์กลางสำคัญด้านวัฒนธรรมเชิงสติปัญญาและศาสนา ภายใต้การนำของบรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจักร เช่น นักบุญเคลเมนต์ ออริเจน และเดอนีย์ แต่ในบรรดาอาจารย์เหล่านี้ ยังมีผู้สอน ชื่อ อารีอุส สอนผิดความเชื่อโดยเฉพาะในเรื่องพระตรีเอกภาพ ซึ่งพระสังฆราชอะเล็กซานเดอร์และสังฆานุกรของท่านคือ อาธานาซีอุส ได้รวมตัวกันต่อสู้ทฤษฎีของอารีอุส ภายหลังคำประกาศของสภาสังคายนาที่เมืองนีเชอา ทำให้อารีอุสถูกเนรเทศเพราะไม่ยอมรับต่อข้อความเชื่อ พร้อมกันนี้ ยังมีการประกาศข้อความเชื่อ เรื่อง พระเทวภาพของพระคริสตเจ้า (ตามบทข้าพเจ้าเชื่อในปัจจุบัน) ส่วนอาธานาซิอุส ภายหลังได้รับตำแหน่งสืบต่อจากพระสังฆราชอะเล็กซานเดอร์
                แม้สถานการณ์ทั่วไปในยุคต่อมาจากนี้ จะไม่รุนแรง แต่ตลอดเวลาหลายศตวรรษ พระศาสนจักรยังคงได้รับพิษภัยจากลัทธิเฮเรติกนี้เสมอมา  กระทั่งเมื่อพระจักรพรรดิคอนสแตนตินผู้สนับสนุนคริสตศาสนาสิ้นพระชนม์ ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะพระจักรพรรดิบางองค์ที่สืบตำแหน่งต่อจากท่าน มีการสนับสนุนแนวความคิดของลัทธิเฮเรติก เช่น จักรพรรดิคอนสตันส์ ซึ่งสั่งเนรเทศพระสังฆราชอาธานาซีอุส และสนับสนุนลัทธิเฮเรติก กระทั่งในปี ค.ศ. 381ในสมัยพระจักรพรรดิเทโอโดซิอุส ผู้กอบกู้คริสตศาสนาให้กลับคืนมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ และได้เรียกประชุมสภาสังคายนาครั้งที่ 2 ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล เพื่อยุติข้อวิวาทที่เกิดขึ้น ในสังคายนานี้ยังได้ประกาศรับรองความเชื่อแห่งเมืองนีเชอาเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง และลัทธิเฮเรติกได้ลดจำนวนลงเป็นอย่างมาก เพราะที่ประชุมสังคายนาที่เมืองอากวีเลอาได้สั่งปลดพระสังฆราชหลายท่านที่นิยมลัทธิอาริอุสออกจากตำแหน่ง และได้ขอให้จักรพรรดิช่วยจัดการเพื่อให้มีอำนาจการประกาศใช้ข้อบังคับ
                ด้วยความหวังว่า ทุกสิ่งจะราบเรียบและเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ในไม่กี่ปีต่อมา ลัทธิเฮเรติกใหม่อีกรูปแบบหนึ่งได้ปรากฏและเริ่มแพร่หลายขึ้น เพราะเป็นพระสังฆราชแห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิลนั่นเอง พระสังฆราชมีชื่อว่า เนสโตริอุส ท่านมีแนวความคิดต่อต้านและไม่ยอมรับคำสอนของธรรมประเพณีเรื่อง “ความปฏิสัมพันธ์ของคุณลักษณะ” (Communicatio idiomatum) คือ การใช้คุณลักษณะของธรรมชาติหนึ่งในพระเยซูคริสตเจ้ามารวมกับคุณลักษณะของอีกธรรมชาติหนึ่ง หลักการที่ว่า พระคริสตเจ้าทรงมี 2 ธรรมชาติ คือเป็นพระบุตรของพระเจ้าและเป็นมนุษย์ที่บังเกิดจากพระนางมารีย์ ทั้ง 2 ธรรมชาตินี้ต้องแยกกันเสมอ จะอ้างคุณลักษณะหนึ่งมาเป็นภาคแสดงของอีกธรรมชาติหนึ่งไม่ได้
                พระสังฆราชเนสโตริอุสยังได้สอนให้สัตบุรุษในความปกครองของท่านเลิกใช้คำว่า “พระชนนีพระเจ้า”  เพราะเขาต้องการแยกธรรมชาติมนุษย์ของพระเยซูเจ้าออกจากธรรมชาติพระเจ้าอย่างชัดเจน พระนางมารีย์เป็นพรหมจารี “พระมารดาของพระคริสตเจ้า” (Christolokos) ไม่ใช่พระชนนีพระเจ้า ดังที่พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิวยืนยันว่า “ยากอบเป็นบิดาของโยเซฟ พระสวามีของพระนางมารีย์ พระเยซูที่ขานพระนามว่า พระคริสตเจ้า ประสูติจากพระนางมารีย์ผู้นี้ (มธ.1:16) ทั้งนี้ ท่านคิดว่า พระวรกายของพระคริสตเจ้าเป็นพระวิหารของพระเทวภาพพระบุตร เป็นพระวิหารที่ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระธรรมชาติพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง แต่การจะเรียกคุณลักษณะของธรรมชาติมนุษย์มาเป็นคุณลักษณะของ พระวจนาตถ์นั้นไม่ถูกต้อง หากเป็นเช่นนี้ ผู้คิดจะต้องยอมรับด้วยว่า พระวจนาตถ์จะมีคุณลักษณะเยี่ยงมนุษย์สามัญ อาทิ ทรงดื่มนมจากพระอุระพระมารดา ทรงเจริญเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีความกลัวเมื่อเผชิญกับพระมหาทรมานและต้องการการช่วยเหลือจากเหล่าฑูตสวรรค์ พระสังฆราชเนสโตริอุสเห็นว่าลักษณะแบบมนุษย์เช่นนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะสภาพทุกอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงรับในฐานะมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสุหนัต ความหิวกระหาย ความเหน็ดเหนื่อยและการเข้าตรีทูต ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่น่าเคารพจริงก็ เพราะเป็นการทรมานที่พระคริสตเจ้าทรงรับร่วมกับพระวจนาถต์ แต่ไม่เป็นการรับทรมานของพระวจนาถต์
ดังนั้น พระสังฆราชเนสโตริอุสจึงปฏิเสธประโยคของบทแสดงความเชื่อที่สภาสังคายนานีเชอา (325)  ที่ว่า “พระบุตรของพระเจ้าทรงรับทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน” เพราะสภาสังคายนาสอนว่า พระบุตรผู้ทรงมีต้นกำเนิดจากพระบิดาตั้งแต่นิรันดรทรงรับทรมานและทรงกลับคืนพระชนมชีพเป็นพระบุคคลเดียว เป็นพระเจ้าแท้ แต่พระสังฆราชเนสโตริอุสกลับสอนว่า ผู้ทรงรับทรมานและสิ้นพระชนม์คือพระเยซูคริสตเจ้า พระบุตรของพระนางมารีย์
ข้อโต้แย้งและอิทธิพลของแนวคิด
ภายหลังจากแนวความคิดที่เกิดขึ้น บรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจักรได้โต้ตอบและป้องกันความเชื่อ ซึ่งแนวคิดนี้ นักบุญซีริล (Cyril) พระสังฆราชแห่งกรุงอเล็กซานเดรีย อธิบายว่า พระนางมารีย์เป็น “พระชนนีพระเจ้า” (Theotokos) ในฐานะที่พระเยซูเจ้าทรงเป็นมนุษย์แท้และพระเจ้าแท้ในพระบุคคลเดียวของพระบุตร พระวจนาตถ์ทรงร่วมธรรมชาติมนุษย์ที่ประกอบด้วยร่างกายและจิตวิญญาณ ทรงกลายเป็นมนุษย์แบบที่สติปัญญาของเราไม่อาจเข้าใจได้ ทรงได้รับชื่อว่า “บุตรแห่งมนุษย์” อย่างแท้จริง ธรรมชาติมนุษย์และธรรมชาติพระเจ้าที่แตกต่างกันก็มาบรรจบเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง ธรรมชาติพระเจ้าและธรรมชาติมนุษย์รวมเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียวสำหรับเรา
แม้พระบุตรทรงบังเกิดจากพระบิดาก่อนกาลเวลา พระองค์ยังทรงได้รับการประกาศว่า ทรงบังเกิดจากสตรีตามธรรมชาติมนุษย์ ไม่ใช่ในความหมายที่ว่าธรรมชาติพระเจ้าเริ่มมีอยู่ในพรหมจารี แต่พระบุคคลของพระบุตรทรงรับธรรมชาติมนุษย์จากสตรีเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาที่เกิดจากพระนางมารีย์ก่อน แล้วพระวจนาตถ์จึงเสด็จมาอยู่ในมนุษย์ผู้นั้น แต่เป็นพระวจนาตถ์ซึ่งทรงร่วมกับธรรมชาติมนุษย์ในครรภ์ของพระนางมารดามารีย์ และทรงยอมบังเกิดจากพระนางตามธรรมชาติมนุษย์ พระคริสตเจ้าไม่ทรงเป็นมนุษย์ที่ได้กลายเป็นพระเจ้า แต่เป็นพระเจ้าผู้ทรงรับธรรมชาติมนุษย์คือพระเจ้าผู้ทรงเป็นมนุษย์
บรรดาพระสังฆราชที่มาชุมนุมกันที่สภาสังคายนาเมืองเอเฟซัส (431) ได้ประกาศรับรองคำสอนของนักบุญซีริล โดยยืนยันว่า ในพระคริสตเจ้าพระธรรมชาติพระเจ้าและธรรมชาติมนุษย์รวมเป็นหนึ่งเดียวในพระบุคคลของพระบุตร ทำให้พระสัจธรรมเรื่องพระแม่มารีย์เป็นพระชนนีพระเจ้า มีไว้เพื่อรับรองความจริงเกี่ยวกับพระบุตรของพระนางด้วย
ในปี ค.ศ. 451 สภาสังคายนาที่เมืองคาลเซโดนยังมีการตอกย้ำข้อความเชื่อที่ประกาศเมื่อครั้งสังคายนาเมืองเอเฟซัสว่า “ตามคำสอนของบรรดาปิตาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ เราสั่งสอนเป็นเอกฉันท์ให้ประกาศยืนยันว่าพระบุตรเพียงพระองค์เดียว คือพระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา พระองค์เดียวกันนี้ทรงมีพระเทวภาพอย่างสมบูรณ์และธรรมชาติมนุษย์อย่างสมบูรณ์ด้วย ทรงเป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ ประกอบด้วยวิญญาณที่มีเหตุผลและร่างกาย ทรงร่วมพระธรรมชาติเดียวกับพระบิดาตามพระเทวภาพ และทรงร่วมสภาวะเดียวกับเราในความเป็นมนุษย์ “เหมือนเราทุกอย่าง ยกเว้นในเรื่องบาป” (ฮบ. 4:15) ทรงบังเกิดจากพระบิดาก่อนกาลเวลาตามพระเทวภาพ และในช่วงเวลาหลังนี้ เพราะเห็นแก่เรามนุษย์ เพื่อช่วยเราให้รอดพ้น  ทรงบังเกิดจากพระบิดาก่อนกาลเวลาตามพระเทวภาพ และในช่วงเวลาหลังๆนี้ เพราะเห็นแก่เรามนุษย์ เพื่อช่วยเราให้รอดพ้น ทรงบังเกิดตามสภาวะมนุษย์ จากพระนางมารีย์พรหมจารี พระชนนีพระเจ้า...”           


บรรณานุกรม

กาสตอง  กูรตัวส์.  ประวัติพระศาสนจักรสากล เล่มตั้งแต่กำเนิดพระคริสต์ศาสนา ถึง สงครามครูเสด.
ฉะเชิงเทรา  :  สำนักพิมพ์แม่พระยุคใหม่.

คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์.  พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่.  นครปฐม  คณะกรรมการ
คาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์,  2545.

บาทหลวง ดร. ฟรังซิส ไก้ส์, S.D.B.  “พระชนนีพระเจ้า”  แสงธรรมปริทัศน์.  37 (1)  :  22-35;       
1 มกราคม – เมษายน.

เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชา ทว. 261 ประวัติศาสตร์คริสตจักร 1

http://dondaniele.blogspot.com/2010/12/blog-post_30.html


http://www.catholic.or.th/archive/catechism/catech13/ch070.html

6 ความคิดเห็น:

  1. ลักษณะเเนวคิดของเนสโตรริอุสมีความเเตกต่างจากคำสอนของพระศาสนจักรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพียงคำว่ามารดาของพระคริสตเจ้าเท่านั้นที่เป็นประเด็นหลัก ส่วนพระศาสนจักรสั่งสอนว่าพระนางมารย์เป็นมารดาของพระเจ้า สำหรับในสมัยนั้นน่าจะมีการพูดคุยและประนีประนอมและพูดคุยกันมากว่านี้ คงจะไม่มีการเเยกตัวออกเป็นกลุ่ม อย่างเเน่

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. โดยความคิดส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของท่านและเพิ่มเติมด้วยว่า การประนีประณอมกัน หรือพูดคุยกันอย่างสงบ เป็นเรื่องที่ทำได้และจะมีผลในทางที่ดี แต่ประวัติศาสตร์ของเราก้ไม่ได้ต่างไปจากอดีต เรายังคงยึดแนวคิดของตนและไม่ยอมฟังกัน สื่อให้เห็นว่า มนุษย์ควรเรียนรู้และใช้้ประโยชน์จากความผิดพลาดในอดีตมาใช้ในปัจจุบันครับ

      ลบ
  2. แม้ว่า แนวคิดของเนสโตรริอุสจะทำให้เกิดปัญหาวุ่นวายขึ้น แต่พระศาสนจักรก็ได้ข้อความเชื่อที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน "พระนางมารย์เป็นมารดาของพระเจ้า"

    ตอบลบ
  3. การขัดแย้งอาจนำมาซึ่งปัญหา ดังในประวัิตศาสตร์ ระหว่าง พระศาสนจัก กับ แนวคิด เนสโตรริอุส แต่ในปัญหา เมื่อเราผ่านมาได้ ทำให้เราได้มอง และมีความเชื่ออย่างเข็มแข็งมากยิ่งขึ้น

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ27 กันยายน 2556 เวลา 21:10

    เเม้สอนผิดๆเเต่ความเชื่อในเรื่องพระเจ้าของพวกเขายังคงอยู่ เเต่ถ้าให้ดีพวกเขาควรฟังผู้อื่นให้มากกว่าตนเอง เพราะหลายๆครั้งมนุษย์เมื่อเป็นใหญ่ก็ลืมตัว ที่สุดเเล้วเนสโตริอุสเมื่อไม่ยอมเปลี่ยนก็ต้องถูกเนรเทศไป ซึ่งน่าเสียดาย ความเชื่อเป็นสิ่งที่ดีเเต่ถ้าเชื่อตนเองมากกว่าพระเจ้าเเล้วนั้นคงไม่มีอะไรดีเเน่นอน

    ตอบลบ
  5. บางครั้งความคิดที่ขัดแย้งกับคนอื่น ทำให้เรารู้สิ่งที่ถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น แต่เมื่อเรารู้สิ่งที่ถูกต้องและชัดเจนแล้วยังไม่ยอมรับ อีกทั้งยังต่อต้านอีก ผมคิดว่าควรอยู่คนเดียว อาจจะทำให้ความเชื่อของเขามีมากขึ้นก็เป็นไปได้ แต่ถูกหรือผิดพระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน

    ตอบลบ