ลัทธิเนสโตริอุส Nestorianism
เนสโตริอุส (Nestorius) เกิดในปี ค.ศ. 386 ที่เมือง Euphratesian
Syria ในจังหวัดโรมันซีเรีย (Germanicia, ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศตุรกี)
เป็นพระสงฆ์ชาวเยอรมัน เป็นศิษย์ของ Mopsuestia ได้ศึกษาต่อและเข้าอารามที่อันติโอก
เป็นเพื่อนสนิทของนักบุญซีริล เป็นผู้มีชื่อเสียงดีในด้านการเทศนา กระทั่งในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ.428 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอัครสังฆราชแห่งคอนสแตนติโนเปิล สืบตำแหน่งต่อจากพระสังฆราช Sisinnius บทบาทสำคัญที่ได้ทำคือ การโต้แย้งในเรื่องคริสตศาสตร์และพระชนนีพระเจ้า (Christology, Theotokos) ทั้งนี้ ท่านมีความคิดว่า
หากคริสตชนเคารพต่อพระนางมารีย์ ความเชื่อต่อพระเจ้าจะเป็นอันตราย แต่การกระทำดังกล่าว
เป็นแนวความคิดที่ผิดต่อข้อความเชื่อของพระศาสนจักร ช่วงบั้นปลายชีวิตภายหลังการถูกเนรเทศ
ได้ใช้ชีวิตที่หน่วยกองหนุนภายนอกจักรวรรดิ คือ คริสตจักรแห่งตะวันออก
(คริสตจักรในภาคตะวันออกของเมโสโปเตเมียและเปอร์เซียภายใต้การปกครอง Sassanian) ภายหลังกลุ่มนี้ คริสตชนตะวันตกให้ชื่อ ‘Nestorian’
หรือพระศาสนจักรอัสซีเรี่ยนตะวันออก
แม้ว่างานเขียนและคำสอนส่วนใหญ่ของท่านได้รับคำสั่งให้เผาทำลายแล้ว
ผลงานที่ยังหลงเหลือจึงมีไม่มากนักและอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ แต่คำสอนของ Nestorianism
ที่ยังหลงเหลืออยู่ได้มีส่วนเป็นพื้นฐานสำหรับการสอน Dyophysite
ในยุคต่อมา
เนสโตริอุสเสียชีวิตในปี ค.ศ.451 ที่เมือง Great Oasis of Hibis (al-Khargah)ประเทศอียิปต์ ภายในสังฆมณฑลไซริล และได้รับการยกย่องในพระศาสนจักรอัสซีเรี่ยนตะวันออก
(Assyrian Church of the East) ให้ฉลองในวันที่ 25 ตุลาคม
บริบทและแนวความคิด
ตั้งแต่ศตวรรษที่
3 และโดดเด่นในศตวรรษที่ 5 จนถึงสภาสังคายนาเมืองเอเฟซัส (431) พระศาสนจักรมีแนวความคิดด้านเทววิทยาที่แตกต่างกัน
สืบเนื่องจากสังคายานาที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล
ซึ่งบรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจักรได้ประชุมกันเพื่อประสานคำสอนเรื่อง พระตรีเอกภาพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติมนุษย์กับธรรมชาติพระเจ้าของพระเยซูคริสตเจ้า
ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพระบุคคลของพระนางมารีย์ในฐานะ
พระนางเป็นพระมารดาของพระเยซูเจ้า
พระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้าและผู้ทรงรับสภาพมนุษย์
ในยุคนั้น ที่เมืองอเล็กซานเดรียในประเทศอียิปต์ถือเป็นเมืองศูนย์กลางสำคัญด้านวัฒนธรรมเชิงสติปัญญาและศาสนา
ภายใต้การนำของบรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจักร เช่น นักบุญเคลเมนต์ ออริเจน
และเดอนีย์ แต่ในบรรดาอาจารย์เหล่านี้ ยังมีผู้สอน ชื่อ อารีอุส สอนผิดความเชื่อโดยเฉพาะในเรื่องพระตรีเอกภาพ
ซึ่งพระสังฆราชอะเล็กซานเดอร์และสังฆานุกรของท่านคือ อาธานาซีอุส
ได้รวมตัวกันต่อสู้ทฤษฎีของอารีอุส ภายหลังคำประกาศของสภาสังคายนาที่เมืองนีเชอา ทำให้อารีอุสถูกเนรเทศเพราะไม่ยอมรับต่อข้อความเชื่อ
พร้อมกันนี้ ยังมีการประกาศข้อความเชื่อ เรื่อง พระเทวภาพของพระคริสตเจ้า (ตามบทข้าพเจ้าเชื่อในปัจจุบัน)
ส่วนอาธานาซิอุส ภายหลังได้รับตำแหน่งสืบต่อจากพระสังฆราชอะเล็กซานเดอร์
แม้สถานการณ์ทั่วไปในยุคต่อมาจากนี้
จะไม่รุนแรง แต่ตลอดเวลาหลายศตวรรษ พระศาสนจักรยังคงได้รับพิษภัยจากลัทธิเฮเรติกนี้เสมอมา
กระทั่งเมื่อพระจักรพรรดิคอนสแตนตินผู้สนับสนุนคริสตศาสนาสิ้นพระชนม์
ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะพระจักรพรรดิบางองค์ที่สืบตำแหน่งต่อจากท่าน มีการสนับสนุนแนวความคิดของลัทธิเฮเรติก
เช่น จักรพรรดิคอนสตันส์ ซึ่งสั่งเนรเทศพระสังฆราชอาธานาซีอุส
และสนับสนุนลัทธิเฮเรติก กระทั่งในปี ค.ศ. 381ในสมัยพระจักรพรรดิเทโอโดซิอุส ผู้กอบกู้คริสตศาสนาให้กลับคืนมามีชีวิตอีกครั้ง
ด้วยการประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ และได้เรียกประชุมสภาสังคายนาครั้งที่
2 ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล เพื่อยุติข้อวิวาทที่เกิดขึ้น ในสังคายนานี้ยังได้ประกาศรับรองความเชื่อแห่งเมืองนีเชอาเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง
และลัทธิเฮเรติกได้ลดจำนวนลงเป็นอย่างมาก
เพราะที่ประชุมสังคายนาที่เมืองอากวีเลอาได้สั่งปลดพระสังฆราชหลายท่านที่นิยมลัทธิอาริอุสออกจากตำแหน่ง
และได้ขอให้จักรพรรดิช่วยจัดการเพื่อให้มีอำนาจการประกาศใช้ข้อบังคับ
ด้วยความหวังว่า ทุกสิ่งจะราบเรียบและเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ในไม่กี่ปีต่อมา
ลัทธิเฮเรติกใหม่อีกรูปแบบหนึ่งได้ปรากฏและเริ่มแพร่หลายขึ้น เพราะเป็นพระสังฆราชแห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิลนั่นเอง
พระสังฆราชมีชื่อว่า เนสโตริอุส ท่านมีแนวความคิดต่อต้านและไม่ยอมรับคำสอนของธรรมประเพณีเรื่อง
“ความปฏิสัมพันธ์ของคุณลักษณะ” (Communicatio idiomatum) คือ
การใช้คุณลักษณะของธรรมชาติหนึ่งในพระเยซูคริสตเจ้ามารวมกับคุณลักษณะของอีกธรรมชาติหนึ่ง
หลักการที่ว่า พระคริสตเจ้าทรงมี 2 ธรรมชาติ
คือเป็นพระบุตรของพระเจ้าและเป็นมนุษย์ที่บังเกิดจากพระนางมารีย์ ทั้ง 2
ธรรมชาตินี้ต้องแยกกันเสมอ จะอ้างคุณลักษณะหนึ่งมาเป็นภาคแสดงของอีกธรรมชาติหนึ่งไม่ได้
พระสังฆราชเนสโตริอุสยังได้สอนให้สัตบุรุษในความปกครองของท่านเลิกใช้คำว่า
“พระชนนีพระเจ้า”
เพราะเขาต้องการแยกธรรมชาติมนุษย์ของพระเยซูเจ้าออกจากธรรมชาติพระเจ้าอย่างชัดเจน
พระนางมารีย์เป็นพรหมจารี “พระมารดาของพระคริสตเจ้า” (Christolokos) ไม่ใช่พระชนนีพระเจ้า ดังที่พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิวยืนยันว่า
“ยากอบเป็นบิดาของโยเซฟ พระสวามีของพระนางมารีย์ พระเยซูที่ขานพระนามว่า ‘พระคริสตเจ้า’ ประสูติจากพระนางมารีย์ผู้นี้’ (มธ.1:16) ทั้งนี้ ท่านคิดว่า
พระวรกายของพระคริสตเจ้าเป็นพระวิหารของพระเทวภาพพระบุตร
เป็นพระวิหารที่ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระธรรมชาติพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง
แต่การจะเรียกคุณลักษณะของธรรมชาติมนุษย์มาเป็นคุณลักษณะของ พระวจนาตถ์นั้นไม่ถูกต้อง
หากเป็นเช่นนี้ ผู้คิดจะต้องยอมรับด้วยว่า
พระวจนาตถ์จะมีคุณลักษณะเยี่ยงมนุษย์สามัญ อาทิ ทรงดื่มนมจากพระอุระพระมารดา ทรงเจริญเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป
มีความกลัวเมื่อเผชิญกับพระมหาทรมานและต้องการการช่วยเหลือจากเหล่าฑูตสวรรค์
พระสังฆราชเนสโตริอุสเห็นว่าลักษณะแบบมนุษย์เช่นนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะสภาพทุกอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงรับในฐานะมนุษย์
ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสุหนัต ความหิวกระหาย ความเหน็ดเหนื่อยและการเข้าตรีทูต ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่น่าเคารพจริงก็
เพราะเป็นการทรมานที่พระคริสตเจ้าทรงรับร่วมกับพระวจนาถต์
แต่ไม่เป็นการรับทรมานของพระวจนาถต์
ดังนั้น พระสังฆราชเนสโตริอุสจึงปฏิเสธประโยคของบทแสดงความเชื่อที่สภาสังคายนานีเชอา
(325) ที่ว่า
“พระบุตรของพระเจ้าทรงรับทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน” เพราะสภาสังคายนาสอนว่า
พระบุตรผู้ทรงมีต้นกำเนิดจากพระบิดาตั้งแต่นิรันดรทรงรับทรมานและทรงกลับคืนพระชนมชีพเป็นพระบุคคลเดียว
เป็นพระเจ้าแท้ แต่พระสังฆราชเนสโตริอุสกลับสอนว่า
ผู้ทรงรับทรมานและสิ้นพระชนม์คือพระเยซูคริสตเจ้า พระบุตรของพระนางมารีย์
ข้อโต้แย้งและอิทธิพลของแนวคิด
ภายหลังจากแนวความคิดที่เกิดขึ้น
บรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจักรได้โต้ตอบและป้องกันความเชื่อ ซึ่งแนวคิดนี้
นักบุญซีริล (Cyril) พระสังฆราชแห่งกรุงอเล็กซานเดรีย อธิบายว่า พระนางมารีย์เป็น
“พระชนนีพระเจ้า” (Theotokos) ในฐานะที่พระเยซูเจ้าทรงเป็นมนุษย์แท้และพระเจ้าแท้ในพระบุคคลเดียวของพระบุตร
พระวจนาตถ์ทรงร่วมธรรมชาติมนุษย์ที่ประกอบด้วยร่างกายและจิตวิญญาณ ทรงกลายเป็นมนุษย์แบบที่สติปัญญาของเราไม่อาจเข้าใจได้
ทรงได้รับชื่อว่า “บุตรแห่งมนุษย์” อย่างแท้จริง
ธรรมชาติมนุษย์และธรรมชาติพระเจ้าที่แตกต่างกันก็มาบรรจบเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง
ธรรมชาติพระเจ้าและธรรมชาติมนุษย์รวมเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียวสำหรับเรา
แม้พระบุตรทรงบังเกิดจากพระบิดาก่อนกาลเวลา
พระองค์ยังทรงได้รับการประกาศว่า ทรงบังเกิดจากสตรีตามธรรมชาติมนุษย์
ไม่ใช่ในความหมายที่ว่าธรรมชาติพระเจ้าเริ่มมีอยู่ในพรหมจารี
แต่พระบุคคลของพระบุตรทรงรับธรรมชาติมนุษย์จากสตรีเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาที่เกิดจากพระนางมารีย์ก่อน
แล้วพระวจนาตถ์จึงเสด็จมาอยู่ในมนุษย์ผู้นั้น
แต่เป็นพระวจนาตถ์ซึ่งทรงร่วมกับธรรมชาติมนุษย์ในครรภ์ของพระนางมารดามารีย์
และทรงยอมบังเกิดจากพระนางตามธรรมชาติมนุษย์
พระคริสตเจ้าไม่ทรงเป็นมนุษย์ที่ได้กลายเป็นพระเจ้า แต่เป็นพระเจ้าผู้ทรงรับธรรมชาติมนุษย์คือพระเจ้าผู้ทรงเป็นมนุษย์
บรรดาพระสังฆราชที่มาชุมนุมกันที่สภาสังคายนาเมืองเอเฟซัส
(431) ได้ประกาศรับรองคำสอนของนักบุญซีริล โดยยืนยันว่า
ในพระคริสตเจ้าพระธรรมชาติพระเจ้าและธรรมชาติมนุษย์รวมเป็นหนึ่งเดียวในพระบุคคลของพระบุตร
ทำให้พระสัจธรรมเรื่องพระแม่มารีย์เป็นพระชนนีพระเจ้า
มีไว้เพื่อรับรองความจริงเกี่ยวกับพระบุตรของพระนางด้วย
ในปี ค.ศ.
451 สภาสังคายนาที่เมืองคาลเซโดนยังมีการตอกย้ำข้อความเชื่อที่ประกาศเมื่อครั้งสังคายนาเมืองเอเฟซัสว่า
“ตามคำสอนของบรรดาปิตาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์
เราสั่งสอนเป็นเอกฉันท์ให้ประกาศยืนยันว่าพระบุตรเพียงพระองค์เดียว
คือพระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
พระองค์เดียวกันนี้ทรงมีพระเทวภาพอย่างสมบูรณ์และธรรมชาติมนุษย์อย่างสมบูรณ์ด้วย
ทรงเป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ ประกอบด้วยวิญญาณที่มีเหตุผลและร่างกาย
ทรงร่วมพระธรรมชาติเดียวกับพระบิดาตามพระเทวภาพ
และทรงร่วมสภาวะเดียวกับเราในความเป็นมนุษย์ “เหมือนเราทุกอย่าง
ยกเว้นในเรื่องบาป” (ฮบ. 4:15) ทรงบังเกิดจากพระบิดาก่อนกาลเวลาตามพระเทวภาพ และในช่วงเวลาหลังนี้
เพราะเห็นแก่เรามนุษย์ เพื่อช่วยเราให้รอดพ้น
ทรงบังเกิดจากพระบิดาก่อนกาลเวลาตามพระเทวภาพ และในช่วงเวลาหลังๆนี้
เพราะเห็นแก่เรามนุษย์ เพื่อช่วยเราให้รอดพ้น ทรงบังเกิดตามสภาวะมนุษย์
จากพระนางมารีย์พรหมจารี พระชนนีพระเจ้า...”
บรรณานุกรม
กาสตอง กูรตัวส์.
ประวัติพระศาสนจักรสากล เล่ม 1 ตั้งแต่กำเนิดพระคริสต์ศาสนา ถึง สงครามครูเสด.
ฉะเชิงเทรา : สำนักพิมพ์แม่พระยุคใหม่.
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์. พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่. นครปฐม
: คณะกรรมการ
คาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์,
2545.
บาทหลวง
ดร. ฟรังซิส ไก้ส์, S.D.B. “พระชนนีพระเจ้า” แสงธรรมปริทัศน์. 37 (1) : 22-35;
1
มกราคม – เมษายน.
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชา
ทว. 261 ประวัติศาสตร์คริสตจักร 1
http://dondaniele.blogspot.com/2010/12/blog-post_30.html
http://www.catholic.or.th/archive/catechism/catech13/ch070.html
ลักษณะเเนวคิดของเนสโตรริอุสมีความเเตกต่างจากคำสอนของพระศาสนจักรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพียงคำว่ามารดาของพระคริสตเจ้าเท่านั้นที่เป็นประเด็นหลัก ส่วนพระศาสนจักรสั่งสอนว่าพระนางมารย์เป็นมารดาของพระเจ้า สำหรับในสมัยนั้นน่าจะมีการพูดคุยและประนีประนอมและพูดคุยกันมากว่านี้ คงจะไม่มีการเเยกตัวออกเป็นกลุ่ม อย่างเเน่
ตอบลบโดยความคิดส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของท่านและเพิ่มเติมด้วยว่า การประนีประณอมกัน หรือพูดคุยกันอย่างสงบ เป็นเรื่องที่ทำได้และจะมีผลในทางที่ดี แต่ประวัติศาสตร์ของเราก้ไม่ได้ต่างไปจากอดีต เรายังคงยึดแนวคิดของตนและไม่ยอมฟังกัน สื่อให้เห็นว่า มนุษย์ควรเรียนรู้และใช้้ประโยชน์จากความผิดพลาดในอดีตมาใช้ในปัจจุบันครับ
ลบแม้ว่า แนวคิดของเนสโตรริอุสจะทำให้เกิดปัญหาวุ่นวายขึ้น แต่พระศาสนจักรก็ได้ข้อความเชื่อที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน "พระนางมารย์เป็นมารดาของพระเจ้า"
ตอบลบการขัดแย้งอาจนำมาซึ่งปัญหา ดังในประวัิตศาสตร์ ระหว่าง พระศาสนจัก กับ แนวคิด เนสโตรริอุส แต่ในปัญหา เมื่อเราผ่านมาได้ ทำให้เราได้มอง และมีความเชื่ออย่างเข็มแข็งมากยิ่งขึ้น
ตอบลบเเม้สอนผิดๆเเต่ความเชื่อในเรื่องพระเจ้าของพวกเขายังคงอยู่ เเต่ถ้าให้ดีพวกเขาควรฟังผู้อื่นให้มากกว่าตนเอง เพราะหลายๆครั้งมนุษย์เมื่อเป็นใหญ่ก็ลืมตัว ที่สุดเเล้วเนสโตริอุสเมื่อไม่ยอมเปลี่ยนก็ต้องถูกเนรเทศไป ซึ่งน่าเสียดาย ความเชื่อเป็นสิ่งที่ดีเเต่ถ้าเชื่อตนเองมากกว่าพระเจ้าเเล้วนั้นคงไม่มีอะไรดีเเน่นอน
ตอบลบบางครั้งความคิดที่ขัดแย้งกับคนอื่น ทำให้เรารู้สิ่งที่ถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น แต่เมื่อเรารู้สิ่งที่ถูกต้องและชัดเจนแล้วยังไม่ยอมรับ อีกทั้งยังต่อต้านอีก ผมคิดว่าควรอยู่คนเดียว อาจจะทำให้ความเชื่อของเขามีมากขึ้นก็เป็นไปได้ แต่ถูกหรือผิดพระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน
ตอบลบ