วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

สุทธิพงษ์ สุขสำราญ 56-2-0636

จักรพรรดิเฮเดรียนและการปราบปรามกบฏชาวยิว ปี ค.ศ.132

                “ปาเลสไตน์” เรารู้จักกันดีในฐานะดินแดนแถบตะวันออกกลาง ซึ่งอยู่ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับแม่น้ำจอร์แดน และดินแดนใกล้เคียงต่างๆ ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ถูกชาวยิวยึดครองและเปลี่ยนชื่อเป็น “อิสราเอล” พื้นที่ของปาเลสไตน์บางส่วนได้รับการประกาศเป็นรัฐปาเลสไตน์อีกครั้งในปี 1988 โดยสหประชาชาติ ข้อมูลดังกล่าวบอกเราว่าชาวยิวหรือชาวอิสราเอลได้เข้ายึดครองดินแดนปาเลสไตน์ แต่แท้จริงแล้วใครกันที่เป็นผู้ครอบครองโดยดั้งเดิม
ยูเดีย : แคว้นใต้อำนาจแห่งจักรพรรดิเฮเดรียน
                ในระหว่างปี  201 ก.ค.ศ. จนถึงปี ค.ศ.476 จักรวรรดิโรมันได้ครอบครองอาณาจักรและแผ่อิทธิพลทั่วทั้งทวีปยุโรป จนไปถึงดินแดนแถบตะวันออกกลาง “ยูเดีย” หรือปัจจุบันคือปาเลสไตน์เป็นเพียงแคว้นเล็กๆภายใต้อำนาจนี้ ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีที่เหล่าจักรพรรดิแห่งโรมทรงผสมผสานหลากหลายยุทธวิธี ทั้งคุกคามขู่ขัดขวาง และติดสินบนเพื่อรักษาสันติภาพ อีกทั้งมีกุศลบายทางการทูตกับดินแดนต่างๆ แต่มีจักรพรรดิผู้หนึ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงจากนโยบายการขยายอำนาจเป็นการรักษาความมั่นคงของจักรวรรดิให้เป็นปึกแผ่น พร้อมทั้งยังได้สร้างป้อมปราการที่ยิ่งใหญ่รอบจักรวรรดิยาวหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อส่งสารให้ทุกคนในจักรวรรดิรู้ว่าจะไม่มีการทำสงครามเพื่อยึดครองดินแดนอีกต่อไป และเป็นพระองค์เดียวกันที่เป็นสาเหตุให้ชื่อ ปาเลสไตน์ปรากฏขึ้นบนแผนที่โลก พระองค์มีนามว่าเฮเดรียน
           จักรพรรดิเฮเดรียน (Hadrian) พระนามเต็มคือ พูบลิอัส เอลิอัส เฮดริอานัส (Publius Aelius Hadrianus) มาจากตระกูลเอลิอัส (Aelius) ของราชวงศ์เนอร์วัน-อันโตเนียน พระองค์เป็นโอรสบุญธรรมของจักรพรรดิทราจัน และได้รับการสืบทอดราชบัลลังก์ต่อ โดยทรงครองราชบัลลังก์ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 117 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 138 มีพระนามเมื่อเป็นจักรพรรดิคือ “Imperator Caesar Divi Traiani filius Traianus Hadrianus Augustus” และ “Divus Hadrianus”
               เฮเดรียนเป็นจักรพรรดิองค์ที่สามในบรรดา จักรพรรดิโรมันผู้ทรงคุณธรรมห้าพระองค์” (Five Good Emperors) เฮเดรียนคิดว่าผู้อาศัยอยู่ในเขตของมหาอาณาจักรโรมันทุกคนเป็นเจ้าของมหาอาณาจักรโรมันร่วมกันอย่างเสมอหน้ากัน ทุกคนมีหน้าที่เสียภาษีตามความสามารถ และภาษีทั้งหมดจะต้องถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่อาณาจักรโดยแท้จริง
       แต่นโยบายต่างประเทศของโรมใช่จะมีแต่การให้คุณหรือรางวัลตอบแทน การแก้แค้นก็เป็นวิธีที่ชาวโรมันโปรดปรานด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นแม้ว่าจักรพรรดิเฮเดรียนจะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน จักรพรรดิโรมันผู้ทรงคุณธรรมห้าพระองค์ แต่พระองค์ก็ทรงจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่คิดจะเป็นปฏิปักษ์ต่อจักรวรรดิ

ความหวังดี : ชนวนแห่งความขัดแย้ง
                ในต้นปีค.ศ. 131 ขณะที่เฮเดรียนเดินทางจากอียิปต์เพื่อกลับกรุงโรม และได้แวะผ่านกรุงเยรูซาเล็มในแคว้นยูเดีย หลังจากที่ถูกแม่ทัพไททัส (Titus) เข้ามาปราบกบฏอย่างรุนแรงเมื่อ 60 ปีก่อน ทรงพบแต่เพียงซากปรักหักพัง เมื่อพบว่าเป็นเมืองร้างที่เงียบเหงา จึงทรงมีความคิดที่จะปรับปรุงเมืองนี้ขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนซากปรักหักพังของวิหารในศาสนายิวเป็นวิหารของเทพจูปิเตอร์ ให้ชื่อว่าจูปิเตอร์แห่งเนินแคปปิตอลเอลีย (Aelia เป็นชื่อตระกูลของเฮเดรียน) ให้ทัดเทียมกับวิหารเทพจูปิเตอร์แห่งเนินแคปปิตอล (Capitol) ณ กรุงโรม เพื่อเป็นการประสานอารยธรรมกรีกโรมัน กับยิว
                ความประสงค์ที่จะบูรณะเมืองในครั้งนั้นกลับก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ชาวยิวเป็นอย่างมาก เพราะชาวยิวที่อาศัยอยู่ที่นั่นมีความตั้งใจที่จะบูรณะวิหารนี้ขึ้นใหม่ถวายแด่พระยาเวห์ของตน พวกชาวยิวพยายามที่จะเข้าไปทุบ ทำลายเทวรูปในวิหารเทพจูปิเตอร์ จึงทรงออกกฎห้ามชาวยิวเข้าในเขตนครเยรูซาเล็มอย่างเด็ดขาด เป็นเหตุให้พวกชาวยิวรวมตัวกันก่อกบฏอีกครั้งในปี ค.ศ.132 เพราะรับนโยบายทางศาสนาของเฮเดรียนไม่ได้ และเฮเดรียนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมความหวังดีของเขาถึงก่อให้เกิดผลร้ายเช่นนี้
                แท้จริงแล้วการก่อกบฏครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นกบฏที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ปี ค.ศ.66 เรื่อยมา ชาวยิวได้ก่อกบฏครั้งแรกในสมัยของจักรพรรดิเนโร โดยกลุ่มกบฏได้ยกพวกเข้าโจมตีกองกำลังทหารโรมันที่รักษาการณ์กรุงเยรูซาเล็มแตก และเข้ายึดกรุงเยรูซาเล็มเป็นกองบัญชาการและประกาศเอกราช
                ปี ค.ศ. 67 เนโรแต่งตั้งเวสปาเซียน (Vespasian) ให้ไปปราบกบฏที่กรุงเยรูซาเล็ม แบบประณีประนอมลดการสูญเสียเลือดเนื้อ และเมื่อเวสปาเซียนได้เป็นจักรพรรดิ ก็ได้แต่งตั้งให้ไททัสไปปราบกบฏต่อ ซึ่งครั้งนี้ได้ดำเนินการอย่างหักโหมและรุนแรง
                ปี ค.ศ. 70 ไททัสเผากรุงเยรูซาเล็มและฆ่าคนเป็นอันมาก สร้างความคับแค้นใจให้ชาวยิวที่ยังมีชีวิตรอดอย่างมาก เมื่อเวลาล่วงเลยไปกว่า 60 ปี เฮเดรียนคาดหวังว่าจะมากอบกู้ขวัญและกำลังใจของชาวยิว โดยคิดว่าชาวยิวได้เห็นบรรพบุรุษของตนสูญเสียจนแทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว และคงจะหมดศรัทธาต่อพระเจ้าของตน จึงได้คิดสร้างวิหารเทพจูปิเตอร์ดังกล่าวขึ้น และยังทรงจัดงบประมาณให้สร้างวิหารของเทพซุสและเทพวีนัสขึ้นคู่กันอีก ณ บริเวณที่ซึ่งเคยใช้ประหารนักโทษชาวยิว หรือสถานที่ตรึงกางเขนของพระเยซูนั่นเอง               
บาร์ คอคบา : น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ
                ในปีค.ศ.132 ชาวยิวได้แสดงปฏิกิริยาโดยชักชวนกันก่อกบฏครั้งที่ 2 ให้ใหญ่กว่าครั้งแรก ทำให้เฮเดรียนโกรธมากจึงไปที่อันทิโอกเพื่อบัญชาการการปราบกบฏด้วยตนเอง ระดมทัพใหญ่ที่สุดจากภาคตะวันออกของซีเรีย และในขณะเดียวกันก็สั่งกองกำลังทางภาคใต้ให้เตรียมพร้อมไว้เสมอ โดยหวังว่าการศึกครั้งนี้จะสามารถปราบกบฏได้อย่างราบคาบแน่นอน
                ผู้นำการกบฏครั้งนี้ชื่อว่า บาร์ คอคบา (Bar Kockba) (Simeon bar Kosiba[1]) ผู้เรียกตนเองว่าเป็นนาสี (nasi) ของอิสราเอล บาร์-ค็อกบา (Bar-Kokhba) ชื่อนี้แปลว่า บุตรแห่งดวงดาว มีความหมายคล้ายคลึงกับ บาร์-อับบัส(Bar-Abbas) ที่เป็นหัวหน้ากบฏชาวยิวในสมัยพระเยซู ซึ่งหมายถึง “บุตรของพระบิดา”[2]
                จักรพรรดิเฮเดรียนเห็นว่าคราวนี้จะประมาทกบฏบาร์คอคบา (Bar Kockba) มิได้ จึงแต่งตั้งจูเลียส เซอเวอรัส (Julius Severus) เป็นแม่ทัพมีอำนาจเต็มจัดการปราบกบฏครั้งนี้ โดยเซอเวอรัสได้วางนโยบายปราบแบบปิดประตูตีแมว คือล้อมไว้ห่างๆ ให้เหนื่อยหน่ายอ่อนกำลัง หากกองกบฏเคลื่อนกำลังออกมาก็จะพยายามล้อมกรอบจับตายทั้งกอง เป็นการตัดกำลังไปเรื่อยๆ ทหารโรมันก็เริ่มรุกโดยบุกเข้ายึดป้อมปราการตั้งแต่รอบนอกไปตามลำดับทีละป้อมๆ มีการรบกันดุเดือดที่ป้อมเบธาร์ (Bethar) ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นป้อมสุดท้ายนอกกรุงเยรูซาเลม ต่อจากนั้นก็เข้าประชิดล้อมกำแพงกรุงเยรูซาเลม ซึ่งก็ยึดได้อย่างง่ายดายในที่สุด
                พระองค์ทรงปราบกบฏชาวยิวอย่างรุนแรงและยืดเยื้อ กินเวลานานถึง 3 ปีครึ่ง นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันคนหนึ่งบันทึกว่า การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้ชาวยิวล้มตายไปถึง 500,000 คน และเสริมว่า “ส่วนพวกที่ตายเพราะอดอาหาร  โรคร้าย หรือถูกเผาในกองเพลิงนั้นไม่อาจประเมินได้” การรบคงจะนองเลือดมาก เสียเลือดเนื้อกันหนักทั้ง 2 ฝ่าย ขนาดที่จักรพรรดิเฮเดรียนรายงานการรบต่อสภาโรมันไม่กล้าใส่คำว่า "เราและกองทัพสบายดี"[3] ตามธรรมเนียม ทั้งกองทัพโรมัน และกองกำลังของกลุ่มกบฏต่างก็ได้รับความสูญเสียมากมาย บาร์คอคบาตายในการรบ ส่วนผู้นำคนอื่นของกองกบฏหลายคนก็ถูกฆ่าและขายไปเป็นทาส หรือไม่ก็หนีออกนอกประเทศ โดยส่วนหนึ่งที่กระจัดกระจายไปก็กลายมาเป็นชนกลุ่มน้อยเกือบทั่วโลก เหลือเพียงแต่ที่กาลิลีซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพวกผู้อพยพเหล่านี้
บทสรุปที่ไม่น่าพิศมัย
                ผลจากสงครามก็คือ จักรพรรดิเฮเดรียนสร้างกรุงเยรูซาเลมเป็นนครใหม่ของชาวโรมันได้สมประสงค์ เรียกว่ามหานคร "เอลีอา กาปีโตลียา" (Alia Capitalina) อีเลีย คือ นามสกุลหรือนามราชวงศ์ของจักรพรรดิเฮเดรียนนั่นเอง ทรงสร้างวิหารเทวราชซูสบนที่ที่เคยเป็นวิหารของพระยาห์เวห์ ทหารยิวถูกฆ่าตาย ครอบครัวถูกจับเป็นเชลยและนำไปขายขายเป็นทาสมากมายตามเส้นทางขนสินค้าที่เฮบรอน (Hebron) ราคาทาส 1 คนถูกกว่าลา 1 ตัวเสียอีก ทรงออกกฤษฎีกาห้ามชาวยิวเข้าในเขตนครเยรูซาเลมโดยเด็ดขาด จนต้องหนีลี้ภัยกันหมดประเทศในปี ค.ศ.136
                และที่สุดทรงมีพระบัญชาให้เปลี่ยนชื่อมณฑลจาก ยูเดีย (Judaea) เป็นซีเรีย-ปาเลสตินา (Syria-Palaestina) เพื่อลบร่องรอยการก่อกบฏให้หมดสิ้น โดยชื่อนี้มีที่มาจาก เมืองฟิลิสเตีย โบราณ (Philistines) เมืองศัตรูคู่อาฆาตของอิสราเอล ในประวัติศาสตร์จากหนังสือพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ซึ่งชื่อนี้ถูกลืมไปกว่า 600 ปี

 แหล่งอ้างอิง
de Lange, Nicholas. Atlas of Jewish world. Phaidon Press 1985 P.26
Is the name Palestine an accurate name for Israel. (ออนไลน์).  แหล่งที่มา : http://www.letusreason.org/ Biblexp63.htm
กีรติ บุญเจือ. 2556. เฮเดรียนต้นดีปลายร้าย (รัชกาลที่ 14). (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.ryt9.com/s/tpd/1562059 . 3 กรกฎาคม 2556
แนวปราการแห่งจักรวรรดิโรมันNational Geographic.  ฉบับที่ 134 : หน้า 74; กันยายน 2555.
ปาเลสไตน์. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.siamic.com/islam
โยเซฟ รัตซิงเกอร์. พระเยซูเจ้าแห่งนาซาเร็ธ .อัสสัมชัญ : กรุงเทพฯ.  2553. หน้า 98
วารีญา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม. 2556. ประวัติศาสตร์ศาสนายูดาย ฉบับสังเขป. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : https://sites.google.com/site/christianthaisite/sasna-yu-day




[1] de Lange, Nicholas. (1985). Atlas of Jewish world. Phaidon Press, 26
[2] โยเซฟ รัตซิงเกอร์. (2553). พระเยซูเจ้าแห่งนาซาเร็ธ. หน้า 98
[3] กีรติ บุญเจือ. 2556. เฮเดรียนต้นดีปลายร้าย (รัชกาลที่ 14). (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.ryt9.com/s/tpd/1562059 . 3 กรกฎาคม 2556

6 ความคิดเห็น:

  1. เป็นข้อมูลที่มีความระเอียดมากเลยครับ บราเดอร์ ผมว่าเป็นเเหล่งข้อมูลได้อีกเเหล่งหนึ่งที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการค้นคว้าาเรื่องนี้ครับ

    ตอบลบ
  2. เป็นเหตุผลนึงที่ทำให้เข้าใจได้ว่า ชาวยิวสมัยน้ันไม่ได้ปลาบปลื้มในการตกอยู่ใต้อำนาจของชาวโรมันเท่าไรนัก

    ตอบลบ
  3. ความหวังดี โดยไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ ของวัฒนธรรมผู้อื่น อาจนำความเดือดร้อนสู่ตนเอง และที่สำคัญกระทบกับทุกคนในรอบข้างด้วย

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ27 กันยายน 2556 เวลา 20:15

    เฮเดรียนนี่เป็นจักรพรรดิที่น่าสนใจมากนะครับ เพราะผมเองก็เลือกเรื่องกำเเพงเฮเดรียน ซึ่งทำให้คนรุ่นหลังอย่างเราได้รู้ว่า จักรดิพรรดิองค์นี้โหดเหี้ยมไม่เบาเลย

    ตอบลบ
  5. ช่างน่าเศร้าใจยิ่งนักเมื่อได้อ่านเรื่องราวของจักรพรรดิเฮเดรียน และการสังหารชาวยิว หากจะมองในประวัติสาสตรืเราจะพบกับความเหี้ยมดหดอำมหิต แต่ถ้าจะมองตามเทววิทยา เราจะสรุปว่า ประชากรของพระเจ้าหันเหไปจากพระเจ้าเที่ยงแท้ ดังนั้น อย่าได้หลงทางเลย (อำนาจ) เพราะเรามี ก้เพื่อรับใช้แบ่งปัน

    ตอบลบ
  6. สิ่งที่ผมอ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการต่อสู้ แต่เป็นเรื่องศักดิ๋ศรีของความเป็นมนุษย์ ทาสในสมัยนั้น ทาสหนึ่งคนมีค่าน้อยกว่าลาหนึ่งตัวอีก ถ้าผมหรือคุณเป็นทาสคนนั้นจะรู้สึกอย่างไร ผมคิดว่าอาณาจักร การล่มสลาย ไม่สำคัญกว่าศักดิศร๊ของมนุษย์

    ตอบลบ