วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ศรศักดิ์ เจริญสุขทวีพูล 56-2-0637

เคลเม็นส์แห่งอเล็กซันเดรีย

1.            ประวัติความเป็นมาของเคลเม็นส์แห่งอเล็กซาเดรีย
เคลเม็นส์อแห่งเล็กซันเดรีย ( Clemens of Alexandria ) ปี 150 – 215 ท่านเป็นชาวกรีก นับถือศาสนาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ชอบคิดและค้นหาความจริง จึงเดินทางหาความรู้ในอิตาลี ซีเรีย ปาเล็สตีนา อียิปต์ เพื่อแสวงหาความจริง ในที่สุดกลับมาบ้านเกิดเข้าเรียนปรัชญาในสำนักปรัชญาคริสต์ของปันเตนุส สมัครใจนับถือศาสนาคริสต์ ได้เป็นอาจารย์และผู้อำนวยการคนที่สองต่อจากปันเตนุส ท่านสอนอยู่ที่อเล็กซาเดรียจนกระทั่งท่านถูกเบียดเบียนจากจักรพรรดิ์เซฟติมีอุส เซเวรุส (Septimius Severus) ท่านจึงได้อพยพไปอยู่อาเชียมายเนอร์ ประมาณในปี ค.ศ.202 และท่านก็เสียชีวิตที่นั่นประมาณปี ค.ศ. 215 (BausKarl, p. 233)ท่านเสียชีวิตที่กรุงเยรูซาเล็ม (AquilinaMike.p.102 )

2.              ปัญหาที่เคลเม็นส์สนใจ แนวความคิด ผลงานและบทสอน
                ปัญหาแกนของเคลเม็นส์คือ ทำอย่างไรจึงจะให้ชาวกรีกสนใจรับนับถือคริสตศาสนา คำตอบก็คือต้องอธิบายศาสนาคริสต์ให้เข้ากันกับปรัชญากรีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาลัทธิพลาโต้ใหม่ ซึ่งกำลังนิยมกันอยู่ในขณะนั้นในขณะที่งานนิพนธ์ของเคลเม็นส์ไม่ใช่งานนิพนธ์อันดับแรกของอาจารย์ผู้สอนแห่งอเล็กซาเดรียที่ตกทอดมาถึงเรา  
ผลงานนิพนธ์สามชิ้นที่มีความยาวนานและเป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นมีประวัติความเป็นมายาวนานและตกทอดมาถึงเรา อย่างไรก็ตามงานนิพนธ์ของเคลเม็นต์เหล่านี้เป็นผลิตผลที่แพร่หลายมากขึ้น เป็นผลงานที่ถูกถ่ายทอดมาถึงเราจึงเป็นความประทับใจในผลงานเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุประสงค์ในการสอนและ เทววิทยาของท่านน่าสนใจอย่างมาก งานนิพนธ์ของเคลเม็นส์ไม่มุ่งตอบโต้ข้อกล่าวหาเหมือนปิตาจารย์ระยะปกรณ์ แต่มุ่งอธิบายคริสตศาสนาให้เป็นที่ยอมรับได้แก่ชาวกรีก และในเวลาเดียวกันก็ต้องพยายามชี้แจงให้ชาวคริสต์ยอมรับเอาปรัชญากรีกเข้ามาใช้ในศาสนาของตนด้วย งานนิพนธ์ชิ้นแรกที่สำคัญคือ Protrepticusเป็นการโน้มน้าวแนะนำสำหรับพวกนอกศาสนามากกว่าการโต้เถียง ต่อต้าน ความจริงที่บรรดานักปราชญ์นำเสนอนั้นเป็นหนทางความรู้ความจริงของพระเจ้า แต่ความรู้ที่แท้จริงคือการไถ่กู้ให้รอดชั่วนิรันดร์และความปรารถนาความพึงพอใจทั้งหมดของมวลมนุษย์ นำมาโดยองค์พระวจนาถต์พระเยซูคริสต์ (BausKarl, p.233    )
                ชาวคริสต์บางคนกลัวว่าปรัชญานอกพระคัมภีร์อาจมาจากปีศาจก็ได้ เป็นกลลวงเพื่อหันเหจากพระเจ้า เคลเม็นส์ชี้แจงว่าถ้าปีศาจพูดความจริงก็ควรรับฟัง เพราะพระเจ้าทรงเป็นองค์ความจริง หากปีศาจพูดความจริง ปีศาจก็ย่อมพูดในนามของพระเจ้านั่นเอง จำเป็นต้องรู้ปรัชญาด้วยหรือจึงจะเอาตัวรอดไปสวรรค์ได้ ไม่จำเป็นถึงขั้นนั้น แต่การรู้ปรัชญาจะช่วยให้เราเข้าใจศาสนามากขึ้น เพราะเจ้าประทานปรัชญาไว้เตรียมจิตใจมนุษย์สำหรับเข้าใจวิวรณ์ (AquilinaMike,p.101-102)คริสตชนจึงมีหน้าขวนขวายรู้คำสอนของศาสนาให้ดีที่สุด ปรัชญาทุกระบบดีเท่ากันหมดหรือไม่ หามิได้ ทว่าความจริงที่กระจัดกระจายอยู่ในทุกระบบ จึงควรสนใจให้กว้างขวางที่สุด แล้วเลือกเอาความจริงจากทุกระบบที่รู้ อย่างไรก็ตาม เคลเม็นส์คิดว่าปรัชญาของปลาโต้น่าจะมีความจริงบรรจุอยู่อย่างมากกว่าลัทธิอื่นๆ คริสตชนจึงควรสนใจมากเป็นพิเศษ ผู้สามารถเป็นพิเศษพึงใช้เหตุผลสร้างเทววิทยาขึ้นให้เป็นระบบ แม้ว่าเหตุผลจะให้ความรู้เรื่องพระเจ้าได้ในแง่ปฎิเสธเท่านั้นก็ตาม เหตุผลมีหน้าที่รับใช้วิวรณ์ จะขัดแย้งหรือโต้แย้งวิวรณ์ไม่ได้เด็ดขาด “ ฉันเชื่อเพื่อจะเข้าใจ” เป็นหลักการของเคลเม็นส์
                ผลงานชิ้นที่2 คือ Paidagogusเป็นคำภาษากรีก หากแปลตามตัวแปลว่า “นักการศึกษา”  ท่านมีเจตนาเพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ยอมรับและเตรียมตัวเป็นคริสตชน เพื่อเป็นรากฐานทางทัศนคติที่ดีอันดับแรกคือ ท่านใช้คำว่า Logos-Paidagogos โดยชีวิตของพระเยซูและบทบัญญัติของพระองค์ในพระคัมภีร์ซึ่งเป็นมาตรฐานในการชี้แนวทางในการดำเนินชีวิตคริสตชน ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องตระหนักถึงพระเจ้าคือพระวจนะผู้ทรงเป็นครูของทุกคน พระองค์ทรงสอนทุกเพศทุกวัยและทุกชนชั้นวรรณะตามอัตรภาพของแต่ละบุคคล พระองค์ทรงดลใจแนะนำทุกแง่ทุกมุมของชีวิต ทั้งศีลธรรมและมารยาท รวมทั้งการกิน การดื่ม การรับรองแขก การแต่งตัว มนุษยสัมพันธ์ การออกกำลังกาย การอาบน้ำ การจัดทรัพย์สิน การใช้ของฟุ่มเฟือย การชมมหรสพ ความสัมพัน์ระหว่างเพศ รวมความว่าทุกคนมีความสนิทใกล้ชิดกับพระวจนะหรือพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาแล้ว หากแต่ไม่สู้จะคิดกันเท่านั้น หากรับฟังและปฏิบัติตามการดลใจก็จะได้รับผลดีในการดำรงชีพตอบสนอง เคลเม็นส์ต้องการชี้ให้ผู้ที่ไม่นับถือศาสนาเห็นว่า การนับถือพระเจ้านั้นไม่ยากเลย เพราะโดยปกติก็นับถือพระองค์อยู่แล้วโดยไม่เป็นทางการ การเปลี่ยนสภาพจากการนับถืออย่างไม่เป็นทางการมานับถืออย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนสภาพจากการนับถืออย่างเป็นทางการจึงอยู่ที่การตัดสินใจของแต่ละบุคคลเท่านั้น
ผลงานชิ้นที่ 3 คือ Stromata ไม่ใช่การสรุปงานเขียนของท่านเกี่ยวกับเรื่องราวการแนะนำ การสอนแบบวรรณกรรมจบในสามเล่ม เป็นงานเขียนที่เงียบแตกต่างจากกิตติกรรมประกาศ ลีลาและรูปแบบในการเขียนนั้นไม่เหมือนกับเล่มที่หนึ่งและเล่มที่สอง คำขึ้นต้นก็บ่งชี้ลักษณะของงานเขียนแล้วว่าเป็นการแยกประเภท หมายเลขและความหลากหลายของคำถามแบบไม่เป็นทางการ เหมือนกับงานเขียนของ Athenausเรื่อง Deipnossophistae( ปัญญาธรรมชาติ) และงานเขียนของ AulusGellius( the Attic Night ) ที่มีเจตตนาสำหรับคนต่างศาสนาหรือพวกนอกรีตให้มีความสนใจในศาสนาและสาระทางปรัชญา เป็นเหหตุผลที่ดีที่เชื่อมกับงานเขียนและบทเทศน์ของเคลเม็นต์ เพราะฉะนั้นจึงเป็นการเปิดเผยยุคแรก หนึ่งในวัตถุประสงค์ของท่านจากผลงานที่กล่าวมาแล้วนั้น ((BausKarl,p.232)  นอกจากงานเขียน 3 ชิ้นที่กล่าวมา ยังมีงานเขียนของท่านที่เราเห็นอยู่จนทุกวันนี้เกี่ยวกับเพลงสวดสรรเสริญพระคริสต์องค์พระผู้ไถ่ “ A Hymn to Christ the Savior ”  (AquilinaMike, p.102-104 )
เคลเม็สส์ไม่เห็นด้วยกับการการถือศีลธรรมเคร่งครัดอย่างเลยเถิดของลัทธิม็อนตานุสและโดยเฉพาะอย่างยิ่งของลัทธิวิมตินิยม แต่ก็ไม่ส่งเสริมการปล่อยตัวตามอบายมุขทุกอย่างแล้วคอยให้พระเจ้าดึงเข้าสวรรค์ เคลเม็นส์กำหนดให้เดินสายกลาง คือไม่เรียกร้องให้สละการมีครอบครัว แต่แนะนำให้หาความสุขในขอบเขตอันดีงาม ไม่แนะนำให้เอาทรัพย์สินออกมาทำบุญให้ทานจนหมด แต่แนะนำให้รู้จักใช้ตามความจำเป็นและแบ่งทำบุญตามอัตภาพ ไม่แนะนำให้หนีสังคมแต่แนะนำให้ช่วยกันสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันได้โดยสันติ เคลเม็นส์ถือว่ากรรมสิทธิ์มิได้ทำให้คนดีหรือเลว แต่ทว่าท่าทีที่มีต่อกรรมสิทธิ์นั้นต่างหากที่ทำให้คนดีหรือเลว การทำให้จิตใจสงบไร้กังวลตามคำสอนของลัทธิสโตอานั้น เคลเม็นส์เห็นว่าน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง เพราะเป็นวิถีทางที่จะช่วยให้มีความรักต่อพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ ผู้ที่หยุดอยู่ครึ่งทางจึงยังไม่บรรลุเป้าหมาย ต้องมีความรักแท้ต่อพระเจ้าด้วยจึงจะสมบูรณ์
ผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงและถูกต้องพึงปฎิบัติ 4 ประการ
1. อธิฐานและยอมรับสภาพทุกอย่างในชีวิต
2. ศึกษาเข้าใจพระเจ้ายิ่งๆ ขึ้นไป
3. ปฎิบัติตามพระบัญญัติด้วยความรัก ไม่ใช่เพราะความกลัว
4.เมตตาต่อมนุษย์โดยไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ด้อยกว่าตนไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง

3.ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาเรื่องราวชีวิตของนักบุญเคลเม็นส์แห่งอเล็กซาเดรีย
1.ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นโดยการรู้จักประวัติความเป็นมาของนักบุญเคลเมนส์แห่งอเล็กซาเดรียว่าเป็นใครนักบุญเคลเม็นส์แห่งอเล็กซาเดรียไม่ใช่คนเดียวกันกับนักบุญเคลเม็นส์แห่งโรม(นักบุญเคลเมนต์ที่1 พระสันตะปาปา) ผู้เป็นพระสันตะปาปาองค์ที่4 ต่อจากนักบุญเปโตรประมาณปี 88-97  ทำให้รู้ถึงแนวความคิดเกี่ยวการเริ่มนำเอาปรัชญามาอธิบายความเชื่อ ผมชอบประโยคที่ว่า “พระเจ้าเป็นองค์แห่งความจริง เมื่อปรัชญาพูดถึงความจริงแสดงว่ากำลังพูดถึงพระเจ้า” ปรัชญาจึงไม่ใช่กลลวงของปีศาจ ปีศาจจะไม่พูดในนามของพระเจ้า และทำให้ผมได้รู้ว่าเล็กน้อยว่าท่านมีมีผลงานอะไรบ้าง
2. ได้มีโอกาสค้นคว้าข้อมูลจากห้องสมุดวิทยาลัยแสงธรรม มีโอกาสได้สัมผัสกับเนื้อหาที่เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้รู้คำศพย์เพิ่มขึ้นและได้เห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษว่าแหล่งที่มาและข้อมูลส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับหลักความเชื่อ เทววิทยา ประวัติศาสตร์พระศาสนจักร สังคายนา ชีวิตจิต พระคัมภีร์และอื่นๆ ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดภาษาอังกฤษ
3. ข้อพึงปฎิบัติ 4 ประการสำหรับผู้ที่รักพระเจ้า หลักแนวคิดที่ว่า “ฉันเชื่อเพื่อจะเข้าใจ” ความคิดนี้ผมคิดว่าแนวความคิดของเคลเม็นส์น่าจะส่งผลต่อแนวความคิดของนักบุญ อันแซมโม ที่ว่า “ ความเชื่อแสวงหาความเข้าใจ ”  บทเทศน์บทสอนต่างๆของเคลเม็นส์ส ช่วยบำรุงศรัทธาและทำให้เกิดความเข้าใจในเชื่อมากขึ้น
4. เกิดคำถามกับตัวเอง ได้เห็นความสำคัญของการริเริ่ม ปัญหาและความกลัวจะถูกขจัดให้หายไปได้ด้วยความจริง แล้วอะไรคือความจริงสำหรับผม นี่เป็นคำถามที่เกิดขึ้นและมีประโยชน์สำหรับผู้ทำ แล้วผมรู้จักความจริงนี้รึยัง ความจริงนี้เรียกร้องอะไรจากผม

4.   สรุป
                นับได้ว่าเคลเม็นส์เปิดศักราชแห่งปรัชญาคริสต์อย่างแท้จริง เพราะเริ่มอธิบายศาสนาคริสต์ด้วยปรัชญาอย่างจริงจังและทำด้วยความมั่นใจ ก่อนหน้านี้เคยมีผู้วางแนวทางไว้บ้าง เช่น โยฮันเน็ส ยุสตีนุส และผู้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมกรีกและลาตินทั้งหลาย แต่ยังไม่มีใครคิดเป็นอย่างจริงจัง อาจจะยังไม่มั่นใจนักว่าจะเป็นประโยชน์ และอาจจะยังไม่มีอะไรกระตุ้นให้ทำขึ้นอย่างจริงจังก็ได้ เพราะปัญหาก่อนหน้านี้เป็นปัญหาเรื่องของความอยู่รอด จำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเสียก่อน ในระยะของเคลเม็นส์แม้ว่าคริสตศาสนาจะยังเป็นศาสนาต้องห้ามตามกฎหมายแต่สำนักปรัชญาคริสต์ตั้งได้อย่างมั่นคงขนาดเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของทุกสำนัก แสดงว่าคริสตจักรสมาชิกมากพอและมีฐานะดีพอที่จะทำการใหญ่ได้อย่างสบายใจพอสมควร งานของเคลเม็นส์จึงถือได้ว่า เป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจและความกล้าก้าวหน้าต่อไปของคริสตชนในระยะนั้น ความก้าวหน้าย่อมจะนำไปสู่ปัญหาใหม่ นี่เป็นกำธรรมดาของมนุษย์ ผู้รักความก้าวหน้าไม่พึงหวาดหวั่นต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้น ผู้รักความก้าวหน้าจะต้องรักการเผชิญปัญหาและพอใจในการแก้ปัญหาควบคู่ไปด้วย

แหล่งข้อมูล
กีรติ บุญเจือ.แก่นปรัชญายุคกลาง.กรุงเทพมหานคร. โรงพิมพ์กรุงไทยวัฒนาพานิช : 2527
Aquilia Mike. 1999. The Fathers of the Church An Introduction to the First Christian Teachers.                  Huntington, Indiana.
Barry, Colman J. O.S.B. Readings in Church History Volume I. NEWMAN PRESS. New York,N.Y.
BausKarl . History of the Church. The Seabury press. New York.
BroxNorbert.  1994. A History of Early Church.London: SCM Press Ltd.


7 ความคิดเห็น:

  1. ปรัชญากรีก กับคริสตศาสนา เป็นเรื่องที่มีความคล้ายคลึงกัน ฉนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่เเปลกที่มักมีการนำเเนวคิดของปรัชญากรีกมาอธิบายเเละตอบคำถามทางเทววิทยา แต่ไม่ได้หมายความว่าคริสตศาสนาจะไม่หลักเป็นของตัวเอง แต่ด้วยความบังเอิญที่มีความคล้ายคลึงกันจึงเป้นการง่ายที่จะนำเรื่องนี้มาอธิบายให้ง่ายยิ่งขึ้น

    ตอบลบ
  2. แนวคิดปรัชญากรีกเป็นเรื่องที่อยู่กับศาสนาคริสต์มานานครับ และท่านนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นเลยก็ว่าได้ ต่อๆ มาเราก็มี นักบุญ ออกัสติน และโมมัส อไควนัสอีก ดีครับ

    ตอบลบ
  3. แล้วถ้าเป็นในปัจจุบัน เราในฐานะคริสตชน จะเผยแพร่ศาสนา ตามแบบอย่าง เคลเม็นส์ อย่างไร

    เป็นข้อคิดสำหรับผมในฐานะคริสตชนคนหนึ่งเช่นกัน

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ27 กันยายน 2556 เวลา 21:16

    “พระเจ้าเป็นองค์แห่งความจริง เมื่อปรัชญาพูดถึงความจริงแสดงว่ากำลังพูดถึงพระเจ้า” ผมว่านี่เป็นการย้ำเตือนความเชื่อให้กับเราด้วยอีกทางหนึ่ง

    ตอบลบ
  5. เมื่อเห็นหัวข้อเรื่อง นักบุญ เมื่อใด ผมรู้สึกประทับใจเสมอ เพราะเป็นผู้ชอบอ่านความกล้าหาญของบรรดานักบุญแล้วเกิดความกล้าหาญและความเสียสละของท่าน นักบุญเคลเม็นส์แห่งอเล็กซันเดรีย ได้ทำให้ผมมีความรู้สึกประทับใจเช่นนั้นอีกครั้ง และคงต้องขอบคุณ ผู้ลงบทความนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ของผู้อ่านท่านอื่นต่อไป

    ตอบลบ
  6. ปรัชญาศาสนาคริสต์เริ่มโดยท่าน ถ้าไม่มีท่านเราก็จะไม่ได้เรียนปรัชญาศาสนาและจะไม่สามารถเข้าใจถึงศาสนาได้อย่างดีและถ่องแท้ อีกทั้งท่านยังเป็นคนที่กล้าหาญและเสียสละ ไม่ใช่ต่อใครแต่ต่อพระ

    ตอบลบ
  7. ความกล้าหาญและการเสียสละต่อพระเจ้าเป็นการแสดงออกของความเชื่อที่าชัดเจนในชีวิตคริสตชน

    ตอบลบ