ประวัติ
จักรพรรดิคอนสแตนติน
ทางด้านประวัติศาสตร์
จักรพรรดคอนสแตนติน ประสูติเมื่อราวคริสตศักราช 280 ในอาณาจักรโรมันตะวันตก พระบิดามีพระนามว่า คอนสแตนติน คลอรุส กษัตริย์นักรบแห่งอาณาจักรโรมัน
และพระนางเฮเลนา พระองค์มีชื่อเต็มว่า
ฟราวิอุส วาลเลลีอัส ออลีไลอัส คอนสแตนติน
หลังจากได้ขึ้นครองราชต่อจากพระราชบิดาก็ได้มีความคิดที่จะเข้าตียึดกรุงโรม การต่อสู้แย่งชิงอำนาจดำเนินต่อมาหลายปี หลายคนได้ครอบครองบัลลังก์ของอาณาจักร และสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นจะต้องผ่านการแย่งชิงกันอย่างโหดร้ายทารุณ
จักรพรรดิคอนสแตนตินก็ได้ผ่านช่วงเวลานี้มาด้วยเช่นกันก่อนที่จะรวบรวมอาณาจักรโรมันเป็นปึกแผ่น
ในปีค.ศ.312 คอนสแตนตินอยู่ในแคว้นโกล(ฝรั่งเศส)
ได้ตัดสินใจจะยกทัพไปยังกรุงโรม
เพื่อต่อสู้กับอริคนสำคัญ แม็กเซนซิอุส
ผู้ซึ่งครอบครองอิตาลีและแอฟริกา แม็กเซนซิอุส ประเมินว่าตัวเองมีกำลังเหนือกว่าคอนสแตนติน
แต่จากการบุกโจมตีของกองทัพคอนสแตนตินโดยไม่ได้คาดฝันแม็กเซนซิอุส ไม่ทันได้เตรียมการณ์
คอนสแตนตินจึงได้เอาชนะทางตอนเหนือของอิตาลีและเคลื่อนทัพต่อไปยังกรุงโรม ที่ซึ่งแม็กแซนซิอุสได้รวบรวมกองทัพและคอยอยู่เพื่อทำสงคราม
ในคืนก่อนที่จะมีการทำสงครามกับแม็กแซนซิอุส ท่านได้เห็นภาพนิมิต
ในนั้นบอกให้ท่านใส่เครื่องหมายของพระคริตสเจ้าลงบนโล่ห์ของทหาร
เป็นอักษรสองตัวแรกของชื่อพระเยซูเจ้าในภาษากรีก ในนิมิตยังบอกว่า “โดยอาศัยเครื่องหมายนี้
ท่านจะได้รับชัยชนะ”( hoc signo victor eris or )
28 ตุลาคม ค.ศ. 312 คอนสแตนตินได้ต่อสู้กับแม็กแซนซิอุสที่สะพานมิลเวียน ใกล้กรุงโรม
คอนสแตนตินได้รับชัยชนะในการรบ ที่ชนะได้เพราะพระเจ้าของชาวคริสตชน
แม้ว่าท่านจะยังไม่ได้เป็นคริสตชน เวลานั้นท่านได้ใส่เครื่องหมายของพระคริสตเจ้าบนเครื่องแบบและอาวุธของบรรดาทหารทุกคน
และท่านยังเริ่มให้การสนับสนุนคริสตชนอีกด้วย
ในปี ค.ศ. 324 จักรพรรดิคอนสแตนตินได้ประกาศการปรับปรุงเมืองไบเซ็นซิอุมให้เป็นกรุงโรมใหม่
( Nova Roma ) และเมื่อวันที่ 11
พฤษภาคม ค.ศ. 330
ทรงประกาศให้เมืองไบเซนซิอุมเป็นเมืองหลวงใหม่ของจักรวรรดิโรมัน
และเปลี่ยนชื่อเป็น คอนสแตนติโนเปิล
แปลว่า เมืองของคอนสแตนติน หลังจากจักรพรรดิคอนสแตนตินสิ้นพระชนม์เมื่อปี ค.ศ. 337 เมืองคอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิไบเซนไทน์หรือโรมันตะวันออกต่อมาอีกเป็นเวลากว่า1,000ปี ยกเว้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ
เมื่อถูกปล้นและเผายึดครองระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่4 เมื่อปี
ค.ศ. 1204
ในที่สุดการเป็นเมืองหลวงก็มาสิ้นสุดลงในสมัยจักรวรรดิออตโตมานเมื่อปี ค.ศ.1453
ทางด้านศาสนา
ดูเหมือนว่าคอนสแตนตินได้ให้แนวคิดบางอย่างแก่ศาสนา
เขามาจากชนกลุ่มหนึ่งของพวกต่างศาสนาที่รังเกียจคริสตศาสนา ในขณะที่เป็นหนุ่มและเป็นทหาร เขาเชื่อในพระเจ้าหลายองค์
และเลือกบูชาพระเจ้าที่มีสัญลักณ์เป็นดวงอาทิตย์
ทีละเล็กทีละน้อยได้ละทิ้งการนับถือแบบนั้นและหันมาเชื่อว่ามีพระเป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว แต่ก็ยังไม่ได้เชื่อในพระเป็นเจ้าของคริสตชน คอนสแตนตินเดินทางไปประเทศอิตาลีพร้อมกับกองทัพ
เพื่อทำสงครามชิงบัลลังก์กับแม็กเซนซิอุสคอนสแตนตินไม่ได้เป็นคริสตชน แต่ได้ฝันเห็นภาพนิมิต
ให้ใส่เครื่องหมายของพระครสตเจ้าบนโล่ห์ของบรรดาทหาร
เขาได้ทำเช่นนั้นและได้รับชัยชนะ เขาเชื่อว่าพระเจ้าของคริสตนเป็นผู้ช่วยเขา
สงครามของคอนสแตนติน ไม่ใช่การรบเพื่อศาสนาคริสต์ ท่านต่อสู้เพื่อแย่งชิงบัลลังก์
แต่ในครั้งนี้เองมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ที่ทำให้ท่านก้าวเข้าสู่การเป็นคริสตชน
คอนสแตนตินเป็นโอรสของพระนางเฮเลนา
ผู้ซึ่งมีความศรัทธาต่อคริสตศาสนาเป็นอย่างมาก
และได้เป็นผู้ทำนุบำรุงสร้างศาสนสถานขึ้นมาหลายต่อหลายแห่ง และพระนางทรงเด็จประภาสกรุงเยรูซาเล็ม
เพื่อแสวงบุญและรื้อฟื้นสถานที่สำคัญทั้งหมดของพระเยซูไม่ว่าจะเป็นที่ประสูติ สถานที่ถูกตรึงกางเขน มงกุฎหนามของพระเยซู และอื่นๆ พระศาสนจักรได้แต่งตั้งพระนางเป็นนักบุญ
พระนางจึงเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์อีกคนหนึ่งของพระศาสนจักรเลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่ความเชื่อความศรัทธาในคริสตศาสนาของพระนางจะได้ถูกถ่ายทอดไปยังจักรพรรดิคอนสแตนตินด้วย
ก่อนสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินนั้นคริสตชนในกรุงโรมถูกเบียดเบียนอย่างหนัก
ก่อนหน้านั้นคาดว่ามีคริสตชนถูกฆ่าจากการเบียดเบียนเหล่านี้ถึง 200,000 คน
แต่หลังจากจักรพรรดิคอนสแตนตินครองอำนาจ
พระองค์ได้ทรงให้การทำนุบำรุงอุปถัมภ์คริสตศาสนาและยุติการเบียดเบียนคริสตศาสนิกชนทั้งหมด
แต่ในขณะเดียวกันพระองค์เองก็ให้เสรีภาพทางการนับถือศาสนาต่อพลเมืองทุกคน ให้ทุกคนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา และนี่เองจึงเป็น
พระราชกรณียกิจที่สำคัญที่สุดคือการประกาศให้ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของจักรวรรดิมัน
คอนสแตนตินจึงเป็นจักรพรรดิองค์แรกที่นับถือศาสนาคริสต์ตามพระราชกฤษฎีกาแห่งมิลาน
( Edict of Milan )
ที่ประกาศโดยจักรพรรดิลีซีอุส
ผู้เป็นจักรพรรดิร่วมกับพระองค์ พระราชกฤษฎีกาแห่งมิลานเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ยกเลิกการทารุณกรรมต่อคริสตศาสนิกชน ทั่วทั้งจักรวรรดิโรมัน ในช่วงปีค.ศ.
325-337 คอนสแตนตินยังคงให้การสนับสนุนต่อพระศาสนจักรเช่นที่ผ่าน และเด่นชัดมากขึ้นจากการบริจาคทาน
และบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงินจำนวนมาก ภายหลังได้ย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก ตั้งชื่อเมืองว่าคอนสแตนติโนเปิล ซึ้งภายหลังได้กลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริตส์นิกายออร์ธอดอกซ์
แต่หารู้ไม่ว่าการย้ายเมืองหลวงจะนำพามาซึ่งความแตกแยกในพระศาสนจักรในเวลาต่อมา
น่ารู้น่าคิด
1.จริงหรือไม่ที่จักรพรรดิคอนสแตนตินสถาปนา คริสตศาสนาให้เป็นศาสนาประจำจักรวรรดิโรมัน
- ไม่เป็นความจริง
พระองค์มีความศรัทธาต่อคริสตศาสนาเป็นอย่าง และทรงให้การทำนุบำรุงคริสตศาสนาด้วยดีมาโดยตลอดเป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ
แต่พระองค์ก็เพียงให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ประชาชนชาวโรมันทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยก คริสตศาสนามาแนศาสนาประจำจักรวรรดิโรมันในสมัยจักรพรรดิเทโอโดซีอุส
ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 379-395
2.จริงหรือไม่ที่จักรพรรดิคอนสแตนตินมาเป็นคริสตชนเพราะถูกบังคับ
-ไม่เป็นความจริง
พระองค์สมัครพระทัยพระองค์เอง
ก่อนนั้นพระองค์เคยเคารพเทพเจ้าของกรีกโรมันอย่าง มาร์ และ อพอลโล แต่หลังจากพระองค์ได้สัมผัสคริสตศาสนาผ่านทางกิจศรัทธาของพระนางเฮเลนาพระมารดาของพระองค์ และการได้รับนิมิตของพระองค์แล้ว พระองค์ก็มีความศรัทธาต่อคริสตศาสนาอย่างแรงกล้าจนเต็มพระทัยที่จะหันมานับถือศาสนาคริสตศาสนาเอง
3.จริงหรือไม่ที่จักรพรรดิคอนสแตนตินเป็นพวกนอกรีตมาตลอดชีวิต แล้วจึงพึ่งมารับศีลล้างบาปก่อนจะสิ้นพระชนม์
-ในความเป็นจริงแล้วจักรพรรดิคอนสแตนตินทรงนับถือศาสนาคริสตในทางปฏิบัติมาตั้งแต่เห็นนิมิตแล้ว แต่การรับศีลล้างบาปก่อนสิ้นพระชนม์นั้น ก็เพราะความเชื่อคริสตชนยุคแรก
ที่เชื่อว่าการรับศีลล้างบาปจะชำระล้างบาปทั้งหมด
จึงไม่สามารถรับซ้ำได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบางคนอาจรับศีลล้างบาปตอนใกล้จะสิ้นชีวิต
เพื่อที่จะได้ไม่กระทำบาปผิดอะไรต่ออีกและตรงเข้าสู่สวรรค์เลย จึงไม่น่าแปลกอะไรที่พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระองค์เองที่เป็นนักรบ หรืออาจเคยสั่งประหารใครๆจากภาระหน้าที่อันบังคับพระองค์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
กาสตอง กูรตัวส์. ประวัติพระศาสนจักรสากล เล่ม 1 ตั้งแต่กำเนิดพระคริสต์ศาสนา ถึง สงครามครูเสด.
ฉะเชิงเทรา :
สำนักพิมพ์แม่พระยุคใหม่.
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชา ทว. 261 ประวัติศาสตร์คริสตจักร 1
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=vinitsiri&month
จักรพรรดิ องค์เป็นเหมือนรากฐานของพระศาสนจักรที่พระจิตเจ้าทรงทำงาน เป็นหรรษทานที่พระเจ้าเปลี่ยนใจเขาให้เห็นใจคริสตชน ผมคิดว่าหากไม่มีนิมิต ของคอนสแตนติน คริสตชนคงสาบสูญไปจากประวิติศาสตร์โลกก็เป็นได้ ผมชอบบทสรุปของบราเดอร์ ในช่วงน่ารู้น่าคิดเป็นการประมวลความรู้และเสริมเกร็ดความรู้อย่างดีครับ
ตอบลบผู้หยิบยื่น เสรีภาพในการนับถือศาสนาให้กับชาวโรมันและก็เป็นผลดีต่อศาสนาคริสต์ในยุคนั้น จักรพรรดิ คอนสแตนติน
ตอบลบการที่จักรพรรดิคอนสแตนตินให้ประชาชนมีอิสระภาพในการนับถือศาสนา ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ทำให้คริสต์ศาสนาค่อยเติบโตขึ้น
ตอบลบผมว่าเบื้องหลังการกลับใจก็น่ามาจากการภาวนาต่อพระเจ้าของพระนางเฮเลนาพระมารดาของพระองค์ นี่เป็นสิ่งที่เราคริสตชนปฏิเสธเรื่องคำภาวนาวอนขอพระเจ้า พระองค์ทรงฟังคำภาวนาเเละทรงเมตตาต่อมนุษย์เสมอ
ตอบลบชอบมากเลย หัวข้อ น่ารู้น่าคิด ทำให้สิ่งที่เคยอ่านมาทำความเข้าใจได้ง่ายและชัดเจน มากยิ่งขึ้น เช่น เรื่องที่จักรพรรดิ ไม่ยอมรับล้างบาป
ตอบลบเรื่องราวที่ได้นำเสนอของ จักรพรรดิคอนสแตนติน ทำให้เห็นถึงการเอาพระทัยใส่ของพระเจ้า ในการให้เกิดภาพนิมิตแก่ผู้นำ เมื่อผู้นำได้มีชัยและเปลี่ยนความเชื่อ ทำให้ผู้ตามเชื่อด้วย สอนเรื่องการเป็นผู้นำว่า หากเราเป็นผู้นำ เราต้องมีประสบการณ์จริง และผู้ที่อยู่กับเราจะเชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ ขอบคุรผู้ที่ได้นำบทความมาแบ่งปัน
ตอบลบชีวิตเปลี่ยนเมื่อมีความเชื่อในพระเจ้า จักรพรรดิคอนสแตนตินมีความเชื่อในพระเจ้าผ่านทางแบบอย่างของแม่ คือนักบุญเฮเรน่า เราซึ่งมีความเชื่อในพระเจ้าชีวิตเราเปลี่ยนแปลขนาดไหน แบบอย่างที่ดีของแม่ที่มีต่อเรา เราสามารถนำมาใช้พัฒนาความเชื่อได้หรือไม่ ความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิคอนสแตนตินไม่ได้อยู่ที่มีอำนาจในการปกครอง แต่อยู่เขามีพระเจ้าและเชื่อมั่นในพระเจ้า
ตอบลบคอนแสตนตินแม้จะสร้างคุณูปการมากมายให้กับพระศาสนจักร แต่กลับไม่ได้รับพระเจ้าเข้ามาในชีวิตเลยจนเกือบจะสิ้นใจ ช่วยย้ำเตือนถึงกิจการที่มนุษย์ได้ทำ น่ายกย่องสรรเสริญ มีประโยชน์มหาศาล อย่าลืมนึกถึงวิญญาณตนเองด้วยเป็นสำคัญ
ตอบลบ