วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

ภูรินทร์ ศรา วาปีโส 56-2-0644

คริสต์ศาสนากว่าจะเข้าตาโรมัน

            เมื่อกล่าวถึงชาวโรมันหรือกรุงโรม พลางนึกถึงอะไรเป็นอันดับแรก หลายคำตอบที่มักจะได้รับคือ ศูนย์กลางของการบริหารการปกครองของคริสตศาสนา  สถานที่ประทับที่แสนจะโออ่า ขององค์สมเด็จพระสันตปาปา ประมุขสูงสุดของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกที่มีการสืบทอดตำแหน่งจากนักบุญเปโตร อัครสาวก  ที่ตั้งของนครรัฐวาติกันหรือจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในอดีตที่มีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นผ่านช่วงระยะเวลาและร้อยเรียงเป็นประวัติศาสตร์ที่เราทราบเพียงหลักฐานที่มีบันทึกไว้เท่านั้น หรือมีอย่างอื่นอีกมากมายที่หลายคนอาจให้คำตอบตามแต่ละคนมีความเข้าใจ
            ในบทความนี้จะเป็นการเล่าถึงเหตุการณ์  ความเป็นมาของชาวโรมัน อาณาจักรโรมันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของพระเยซูเจ้า  พระศาสนจักร  ซึ่งชนชาติโรมันมีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันมากมายหลายเรื่องกับศาสนา ตามที่มีการบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารต่างๆ หรือในพระคัมภีร์ที่มีเรื่องราวของอาณาจักรนี้มาเกี่ยวข้อง  และชื่อโรมันยังคงอยู่กับคริสตศาสนามาจนถึงปัจจุบัน โดยที่บทความนี้อย่างที่กล่าวไว้ในชื่อเรื่องว่า “คริสตศาสนากว่าจะเข้าตาโรมัน” เพราะเดิมทีชาวเมืองแถบกลุ่มประเทศปาเลสไตน์  ล้วนแต่เป็นคู่อริต่อกันตามประวัติศาสตร์  แต่กลับกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร และต้องใช้เวลาหรือทำอย่างไรถึงเข้าตาโรมันในที่สุด
            ประวัติศาสตร์ของชาวโรมัน
กรุงโรมในตำนานที่มีการกล่าวถึงไม่ทราบแน่ชัดเท่าใดนัก  บ้างก็ว่าถูกสร้างขึ้นเมื่อราวปี 750 ก.ค.ศ. ที่คาบสมุทรอิตาลี  โดยตำนานกล่าวว่า โรมูลัสและเมรัส(Romulus and Remus) สองพี่น้องจกาตระกูลเอเนอัส (Aeneas)  เพราะของเขาต้องซมซานหนีจากกรุงทรอย  ที่ชาวกรีกบดขยี้ จึงได้สร้างกรุงโรมขึ้นบนฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ ราวปี 753 ก.ค.ศ. ชาวโรมันจึงนับปีนั้นเป็นจุดเริ่มต้นศักราชของตน(A.U.C = ab Urbe condita) (ทัศไนย์ คมกฤส 2550:88) ซึ่งดินแดนที่เขาตั้งเมืองนี้บ้างก็ว่าเป็นถิ่นเดิมของชาวเอตรัสกัน  บ้างก็ว่ามีกษัตริย์เอทรูเรียมาปกครอง อันเป็นประเทศที่ลี้ลับจะไม่มีใครรู้จัก มาปกครองในรูปแบบกษัตริย์ (ซึ่งน่าจะเป็นการเชิญกษัตริย์จากที่อื่นมาปกครองเหมือนกับระบบเจ้าเมืองของไทยในอดีตก็อาจจะเป็นได้) ราวปี 508 ก.ค.ศ. กษัตริย์องค์สุดท้ายถูกขับไล่ออกไปและเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นระบบ “สาธารณรัฐ” โดยมีการบริหารในรูบแบบ “วุฒิสภา”  มีประมุขที่มาจากการเลืองตั้ง 2 คนเป็นผู้ปกครองเรียกว่า “กงสุล” ซึ่งบริหารจะมีทั้งด้านการทหารและพลเรือน     มีระยะเวลาในตำแหน่งเพียงปีเดียวเท่านั้น ซึ่งแน่นอนย่อมมีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจกันขึ้นในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการสู้รบกับนครรัฐอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในอาณาจักร แต่ชาวโรมันก็ผ่านพ้นไปได้จนในที่สุด ราวปี 275 ก.ค.ศ. ชาวโรมันกสามารถยึดครองคาบสมุทรอิตาลีได้ทั้งหมด และเริ่มแผ่ขยายอำนาจออกไปนอกคาบสมุทรอิตาลีจนกระทั่งกลายเป็นมหาอำนาจปกครองประเทศต่างๆได้ ซึ่งชาวโรมันมีความเชี่ยวชาญในด้านการบริหาร และได้มีการสร้างถนนชั้นเยี่ยม และรวมอิตาลีไว้ให้เป็นหนึ่งดียวกัน และมีอุปนิสัยที่แตกต่างจากชาวกรีก ชาวโรมันไม่ใช่นักคิด(สร้างสรรค์)แต่เป็นนักทำ เอาการเอางานและมีวินัย โดยที่มีการสืบทอดอำนาจมาจนถึง ศตวรรตที่ 3  โดยพระคัมภีร์ได้มีการกล่าวถึงชาวโรมันในช่วงเวลาตอนปลายของ
พันธสัญญาเดิมและในช่วงเวลาของพันธสัญญาใหม่เท่านั้น โดยกล่าวพาดพิงถึงเป็นครั้งแรกใน ดนล 11:30 โดยเรียกว่า “ชาวคิทธิม” (Kittim – แต่ในพระคัมภีร์ฉบับของสมาคมพระคริสตธรรมคัมภีร์แปลว่า เมืองไซปรัส)ซึ่งเข้ามาขัดขวางการยกทัพของพระเจ้าอันทิโอคัสเอปีฟาเนส ไม่ให้เข้าไปในประเทศอียิปต์ เมื่อปี 168 ก.ค.ศ. (ทัศไนย์ คมกฤส 2550:87) อาณาจักรโรมก็เริ่มมีอาณาบริเวณที่มากมาย โดยการขยายอาณาบริเวณด้วยวิธีการสู้รบและแย่งชิง ตามที่เราทราบกันดี ในพระคัมภีร์ในภาคพันธสัญญาเดิม ราวประมาณปี 63..ศ. แม่ทัพปอมเปย์ชาวโรมันได้ยึดกรุงเยรูซาเล็มได้ นับตั้งแต่นั้นปาเลสไตน์ก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของโรมันและเริ่มมีการเข้ามาบริหารประเทศในลักษณะของผู้นำหรือผู้ชนะสงครามล้วนเป็นที่ไม่พอใจของชาวเมืองเป็นแน่ ความเป็นไม้เบื่อไม้เมาก็เกิดขึ้น ซึ่งบางครั้งรุนแรนในระดับ เป็นกบฏก็มี และการกระทบกระทั้งก็เกิดขึ้นเรื่อยๆตลอดเวลา
กำเนิดคริสตศาสนาและการเบียดเบียน
ทศวรรษแรกๆ ของคริสตศาสนา ก็ตรงกับสมัยจักรพรรดิออกัสตัส มีข้อความสรรเสริญว่า เขาเป็นผู้ปกครองจักรวรรดิโรมันคนแรกที่เกิดความสุขในจักรวรรดิที่ทุกคนไปใหนมาใหนได้สะดวกทุกหนทุกแห่งได้อย่างปลอดภัยทั้งทางบกและทางน้ำ  ฉนั้นจากสาเหตุนี้เองส่วนหนึ่งทำให้เรื่องราวของพระเยซูเจ้าเป็นที่ทราบไปได้ทั่วอาณาจักร ฉนั้นจากสาเหตุนี้เองส่วนหนึ่งทำให้เกิดกลุ่มผู้เชื่อในพระเยซูเจ้าร่ำลือไปได้ทั่วอาณาจักร ค.ศ. 30 พระศาสนจักรเริ่มขึ้น ในวัน-สมโภชเปเตกอสเต ณ กรุงเยรูซาเลม โดยมี อัครสาวกออกไปเทศนาสั่งสอนให้แก่เพื่อนร่วมชาติในเรื่องข่าวดี         (กจ.2:22...)  จักรวรรดิโรมันอนุญาตให้ทุกศาสนาเผยแพร่ได้อย่างอิสระ แต่ถ้ากลุ่มใดเป็นภัยต่อความมั่นคงก็จะถูกปราบปราม ในตอนแรกถือว่าคริสตศาสนาเป็นศาสนาที่ถูกต้อง เพราะชาวโรมันคิดว่าเป็นนิกายหนึ่งของศาสนายิว ซึ่งเป็นศาสนาทางการของพวกปาเลสไตน์ และยังมีจำนวนไม่มากเท่าใหร่นัก จึงไม่มีปัญหาในการเผยแพร่  เมื่อคริสตชนเริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นพอสมควรมีสังคายนากรุงเยรูซาเล็มขึ้น เพื่อขจัดข้อขัดแย้งและความเข้าใจผิดกันในเรื่องต่างของคริสตชนที่เป็นชาวยิวและคริสตชนที่เป็นชาวกรีก นับว่าเป็นการหารือกันครั้งแรกของคริสตชน  ความเจริญของจักรวรรดิโรมันจึงส่งผลให้คริสตศาสนาสามารถเผยแผ่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเหล่าพ่อค้าและช่างชำนาญที่ต้องการเดินทางไปทั่วจักวรรดิโรมันเพื่อความมั่งคงในชีวิต โดยทำงานเป็นช่างฝีมือหรือค้าขาย เขาเหล่านั้นก็ได้มีการนำเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่ชื่อ “เยซู” ไปด้วย  และมีเหตุผลอีกอย่างที่เอื้อให้คริสตศาสนาขยายได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้เพราะว่า เมื่อจักรพรรดิ รบชนะที่ใดล้วนแต่มีการตัดถนนทุกสายสู่กรุงโรมทั้งสิ้น  เมื่อมีการคมนาคมที่ดีแล้วเราไม่ต้องคาดเดาเลยว่าการติดต่อและความสัมพันธ์ของคนจะมีความสะดวกมากเท่าใด แน่นอนเมื่อเรื่องราวของชายที่ชื่อ “เยซู” เกิดขึ้น ชื่อเสียงเหล่านี้ชาวเมืองคนอื่นจะไม่ทราบได้อย่างไร และกลับเป็นการง่ายด้วยซ้ำ เมื่อบรรดาศิษย์ออกไปประกาศข่าวดี จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีคนเชื่อถึงในเรื่องราวที่เกิดขึ้น และคนที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะพูดถึงไม่ได้เลย คือ เปาโล ผู้เป็นชาวยิว  และมีสัญชาติโรมันโดยการซื้อ  เป็นคนที่ทำให้มีคริสตชนเริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยการประกาศของเขา  เมื่อคริสตชนมีจำนวนเพิ่มขึ้นใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป กลับเป็นภัยต่อตัวคริสตชนและบรรดาศานุศิษย์เองที่ต้องได้รับการเบียดเบียน ข้อหาแรกของการเบียดเบียน คือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ข้อหานี้เป็นสิ่งที่ทำให้คริสตชนไม่สามารถพ้นจากการข่มเหงได้เลย
เมื่อกลุ่มคริสตชนเริ่มปรากฏต่อสาธารณชนแล้ว ความกังวลในเรื่องความมั่นคงของรัฐที่จะส่งผลในด้านการปกครอง ย่อมทำให้คริสตชนถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น  ในสมัยจักรพรรดิเนโร ใน ค.ศ. 64 การเบียดเบียนนี้เกิดขึ้นบางโอกาสเท่านั้น มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดความเดือดร้อน หรือเกิดความหายนะซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดไม่ได้ คริสต-ชนจะกลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายเสมอ จะถูกป้ายความผิด และแถมจักพรรดิเองกลับเป็นผู้ยุยงให้ฝูงชนข่มเหงคริสตชนอีกด้วย  และการเบียดเบียนก็เริ่มขยายไปทั่วจักรวรรดิโรมัน อันเนื่องมาจากลัทธิสรรพเทวนิยมคือลัทธิที่สอนว่า “พระเจ้าเป็นทุกสิ่ง และทุกสิ่งเป็นพระเจ้า” ซึ่งเป็นศาสนาทางการของชาวโรมันในสมัยนั้น อำนาจพระเจ้าเป็นของพระอาทิตย์ของจักรวรรดิ ดังนั้นประชนต้องนมัสการสิ่งนั้น แต่คริสตชนปฏิเสธที่จะนมัสการสิ่งนั้น จึงถูกมองว่าเป็นกบฏ จากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการสูญเสียบุคคลสำคัญ คือ เปโตรและเปาโล ต้องตายไปได้วิธีต่างๆ เมื่อจักรพรรดิมารคัส      เอเรลีอัสและผู้สืบอำนาจเริ่มต่อต้านคริสตชนทั่วทั่งอาณาจักรโรมัน โดนที่มุ่งทำลายคริสตศานาอย่างถอนรากถอนโคนทีเดียว เกิดการเบียดเบียนอย่างทารุณและรุนแรงทั่วอาณาจักรโรมัน การบูชาพระจักรพรรดิมาเป็นเครื่องทดสอบความความจงรักภักดี ดังที่จักรพรรดิมีเทียน (ค.ศ.81-96) ได้สั่งให้บูชาพระองค์เป็น “เจ้าชีวิตและพระเจ้า” คริสตศาสนาจึงถูกปราบปรามและคริสตชนต้องเตรียมพร้อมกับการถูกข่มเหง  ซึ่งการการเบียดเบียดอย่างต่อเนื่องและบางช่วงก็มีความสงบสุข นานกว่าหนึ่งศตวรรษ เมื่อคริสตชนไม่ได้รับเสรีภาพในการนับถือศาสนาอีกต่อไป เขาก็แอบชุมนุมกันเพื่อเฝ้าศีลมหาสนิทและสวดภาวนา  เละเมื่อการกระทำแบบนี้ต้องมีความกล้าหาญพอสมควร หากมีการจับได้นับว่าจะมีความตายมาเยือนพวกเขาสถานเดียว  คริสตชนยังถูกบังคับให้มีการถวายเครื่องหอมเป็นการบูชารูปเคารพของจักรพรรดิ และคริสตชนจำนวนมากไม่ยอมทำตามคำสั่งนี้ พวกเขายืนยันและไม่ปฏิบัติตาม จนได้ชื่อว่าเป็นผู้ยืนยันและหลายคนต้องตายเพื่อปกป้องความเชื่อ และกลายเป็น “มรณสักขี”  อย่างไรก็ตามก็มีหลายคนที่ยอมทิ้งความเชื่อหรือว่าเป็นผู้ที่ทรยศความเชื่อ  เมื่อความปลอดภัยในชีวิตของคริสตชนไม่มีความเสมอภาค จึงเกิดการหลบซ้อนตามสถานที่ต่างๆ เช่นการอยู่ในอุโมงค์ และที่ต่างๆ การบีบบังคับก็มีมาอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งถือได้ว่าชาวคริสตชนยังไม่ได้รับการยอมรับ บางครั้งมักถูกเคลือบแคลงสงสัยว่าจะเป็นพวกที่ปลุกปั่นความไม่สงบแก่ประชาชน คริสตชนบางคนถูกกล่าวหาต่างๆเช่น วางเพลิง ล่วงเกินสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เข้าลัทธิคนต่างด้าว ทำเวทมนต์ ในเวลาเดียวกัน จึงต้องโทษทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์    ค.ศ. 98-177  จักรพรรดิ ทราจาน  เป็นผู้ที่เกลียดคริสตชนเป็นอย่างมาก แม้ไม่มีข้อหาเพื่อที่จะปรักปรำ แต่ก็พยายามหาโอกาสลงโทษต่างๆ แค่เป็นคริสตชน เมื่อมีคนมาฟ้องว่าผิดต้องโดนลงโทษโดยที่ไม่ต้องสอบสวนความจริง เพราะได้ชื่อว่าเป็นคริสตชนก็สมควรลงโทษ นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว  คริสตศาสนาถือว่าเป็นศาสนาที่ถูกห้ามอย่างเป็นทางการ หากยังยืนยันความเชื่อต้องถูกประหารชีวิต ซึ่งการข่มแหงนี้ก็สืบทอดมาเรื่อยๆ จนถึงในสมัย ของ    เฮเดรียน ค.ศ. 117-138  สมัย อันโทนิอุส พิอุส ค.ศ. 138-161 สมัย มาร์คุส เอาเรลิอุส ค.ศ.161-180 ก็มีการเบียดเบียน  คริสตชน  แต่เมื่อลูกชายของมาร์คุส เอาเรลิอุส ไม่มีความสามารถในการบริหารต่อจากพ่อ ก็เริ่มลดการเบียดเบียน    โดยให้คริสตชนบางคนทำงานในวัง หรือมีส่วนร่วมในงานบริหารบ้าง อย่างไรก็ตาม ปี ค.ศ. 202  ยังมีกฤษฏีกาห้าม  ให้มีการเปลี่ยนไปนับถือ ศริสศาสนาเป็นอันขาด
พอถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่สาม คริสต์ศาสนาเริ่มที่จะได้รับการยอมรับและมีผู้คนหลั่งใหลเข้ามาเป็น    คริสตชนอันเนื่องมาจากมีจักรพรรดิหลายองค์มาจากตะวันออก โดยที่ไม่ใช่ชาวโรมันแท้ๆ และมักมีการผสมผสานศาสนาต่างๆเข้าด้วยกัน และศาสนาความเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วในด้านปริมาณในการเข้าเป็นคริสตชน แต่เมื่อถึงปี 250 ก็เกิดการข่มเหงอย่างรุนแรงอีกครั้งเมื่อมีคำสั่งจาก จักรพรรดิ ดีซิอุส  ให้มีการทิ้งรูปเคารพทั้งหมดและหันมานับถือ พระจักรพรรดิแต่เพียงผู้เดียว และบูชาเทพเจ้าแห่งพระจักรพรรดิ จึงเป็นการขัดต่อ ความเชื่อของคริสตชนในการถวายบูชาให้กับเทพเจ้า บางครั้งคริสตชนถึงกับติดสินบนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยไม่ต้องถวายเครื่องบูชาให้กับเทพเจ้าจริงๆ หรือให้คนต่างศาสนาอื่นๆทำแทนตนเอง กฏข้อนี้เริ่มไม่ได้ถือปฏิบัติ  เนื่องจากต้องสู้รบกับพวกอารยชนเพื่อปกป้องจักรวรรดิโรมันไว้จะการรุกราน เรื่องนี้จึงยกประโยชน์ให้แก่คริสตชน   ต่อมา จักพรรดิดีซิอุสสิ้นพระชนม์  ผู้สืบตำแหน่งก็รื้อระบบด้านศาสนาขึ้นมาอีกในบางพื้นที่  และเมื่อถึงสมัยจักรพรรดิวาเลเลียน การเบียดเบียนกลับเกิดขึ้นเป็นสองเท่า ที่แรกดูเหมือนจะดีกับคริสตชนแต่หลังๆมาได้รับการยั่วยุจากที่ปรึกษาคนหนึ่ง ให้เป็นปรปักษ์กับ     คริสตชนจึงอ้างว่าเกิดภัยพิบัติและการรุกรานเกิดขึ้นเพราะคริสตชน และยังมีการเบียดเบียนเรื่อยๆ จนถึง ค.ศ.  260   เมื่อวาเลเลียนถูกจับในสงคราม โอรสชื่อกาเลริอุส เริ่มออกกฤษฏีกาให้นับถือศาสนาคริสต์ได้ การบีบบังคับก็จบลง  แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ ปีค.ศ. 303  ความโหดเหี้ยมในการเบียดเบียนก็เกิดขึ้น เมือจักรพรรดิ ดิโอเคลเทียน ผู้มีพื้นเพมาจากชนบท โดยที่มีที่ปรึกษาคนหนึ่งที่เป็นคนต่างศาสนา คอยยุยงจักพรรดิให้ทำลายคริสตศาสนา โดยการออกกฤษฏีกาให้ทำลายอาคารของพระศาสนาจักร เผาพระคัมภีร์ ปลดคริสตชนออกจากตำแหน่งจับคนใช้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนาให้เป็นทาส  แต่ในที่สุดธรรมะย่อมชนะอธรรม วี่แววของการลืมตาอ้าปากของคริสตชนเริ่มมีความหวังขึ้น              เมื่อคอนสแตนติน ผู้สืบทอดจากบิดาชื่อ คอนสแตนทิอุส โคลรุส ขึ้นครองราชย์ในปี 306 และในระหว่างนั้นมีคู่ปรับหลายคนในการแย่งชิงอำนาจ จนกระทั้งปี 323 คอนสแตนตินก็ได้อำนาจแต่เพียงผู้เดียว และเมื่อคอนสแตนตินจะต้องต่อสู้กับแมกเซนทิอุส ในปี 312 ในการสู้รบเพื่อแย่งชิงโรมนั้น คอนสแตนตอนเห็นนิมิตเป็นรูปกางเขนที่สว่างจ้าบนท้องฟ้าและมีจารึกว่า “เอาชนะด้วยสิ่งนี้” คอนสแตตินเลยยึดสัญลักณ์นั้นในการรบในครั้งนั้นจึงได้รับชัยชนะ และ   ในปีถัดมา คอนสแตนตินยอมให้มีการนับถือคริสต์ศาสนาและมีเสรีภาพทุกอย่างในศาสนาควบคู่กับศาสนาอื่น           ที่มีเสรีภาพเช่นกันและมีรูปปรากฏในเหรียญของพระองค์เป็นรูปกางเขนอยู่ด้วย ต่อมาคอนสแตนตินเริ่มความเสน่หา    กับคริสตศาสนามาเรื่อยๆ ซึ่งยอมในโอรสและธิดาเข้าเป็นคริสตชน ทั้งมีการสนับสนุนกิจการอื่นๆของพระศาสนาจักร และเมื่อคอนสแตนตินย้ายศูนย์บัญชาการไปอยู่ที่ ไบแซนทิอุม และสร้างเมืองใหม่ ชื่อว่า “กรุงคอนสแตนตินโนเปิล” และพระองค์ก็สร้าง พระศาสนจักรขึ้นที่นั้นด้วย ความรุ่งเรืองเกิดในสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินซึ่งได้ทรงประกาศพระราชกฤษฏีกาแห่งเมืองมิลาน(Edict of Milan) ขึ้นใน ค.. 313 ว่า จะไม่กดขี่ศาสนาคริสตชนอีก ต่อไป  ประมาณปี ค.ศ. 3347 สุดท้ายปลายชีวิตของคอนสแตนติน ก็รับศีลล้างบาปเข้าเป็นคริสตชนในที่สุด  เมื่อปี ค.ศ. 380 จักรพรรดิธีโอดออุส ได้ประกาศให้คริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำจักรวรรดิโรมัน หลังจากนั้นคริสตศาสนาและคริสตชนก็ขยายทั่วอาณาจักรอย่างรวดเร็ว และยังมีสาเหตุอื่นๆที่คริสตศาสนาเข้าตาชาวโรมันเช่น  เนื่องจากบัญญัติแห่งความรักกันฉันพี่น้อง  มีความเมตตาต่อผู้อื่น  เนื่องจากสภาพสังคมในกรุงโรมที่มีความเหลื่อมล้ำกันอย่างเห็นได้ชัด คำสั่งสอนของศาสนาคริสต์ที่กล่าวว่าคนจนมีโอกาสได้ขึ้นสวรรค์เร็วกว่าคนมั่งมี  ทำให้คนส่วนใหญ่ของจักรวรรดิที่ล้วนอยู่ในสภาพทุกข์ร้อนขณะนั้น ยากจะหาทางออกของชีวิตจึงเปลี่ยนมาเป็นคริสตชน เพียงหวังว่าจะได้รับการปลอบประโลมใจ และยิ่งจักรวรรดิโรมันกดขี่ข่มเหงพวกคริสตชนมากเท่าไรก็ยิ่งมีคนยอมตาย เป็นมรณสักขีมาก จึงทำให้คนเห็นใจศาสนาคริสต์มากเท่านั้น  และยิ่งศาสนาต้องถูกบังคับซ่อนเร้นขึ้นเท่าไร  ความศรัทธาของคนทั่วไปก็ยิ่งมั่นคงขึ้น    
และในที่สุดคริสตศาสนาก็เริ่มได้รับการยอมรับ  เพียงเพราะ ภาพนิมิตกางเขน ที่ทำให้ได้รับการยอมรับและเข้าตาโรมันในที่สุด แม้ว่าจะต้องแลกด้วยเลือดและชีวิตมามากเพียงใด ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคริสตศาสนาในการดำเนินอยู่เคียงคู่โรมันและเริ่มมีความเจริญขึ้นเรื่อยๆ


บรรณานุกรม

คณะผู้เชี่ยวชาญของไลออนส์,เจาะโลกพระคัมภีร์เล่มที่ 1.แปลโดย เฮเลน ยังก์.กรุงเทพฯ:กนกบรรสาร,1994.

เคนเน็ธ สก๊อตท์ ลาทัวเร็ทท์,ประวัติศาสตร์ศาสนา.แปลโดย ธนาภรณ์ ธรรมสุจริตกุลและสิถยา คูหาเสน่ห์.
       กรุงเทพฯ
:พระคริสตธรรมกรุงเทพ,2004.

แบมเบอร์ แกซคอย,คริสตศาสนา.แปลโดย ชัยณรงค์ สมิงชัยโรจน์.กรุงเทพ:สำนักพิมพ์พระมหาไถ่,2006.

ธีระพล กอบวิทยากุล,บาทหลวง.เอกสารประกอบการสอนประวัติศาสตร์พระศาสนจักร.นครปฐม:วิทยาลัย
       แสงธรรม,2013.


ทัศไนย์ คมกฤส,บาทหลวง.ชนชาติต่างๆในพระคัมภีร์.นครปฐม:วิทยาลัยแสงธรรม,2006.

11 ความคิดเห็น:

  1. เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการที่ศาสนาคริสต์เข้าไปสู่ ชาวโรมันและกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เห็นว่าศาสนาเราในสมัยน้ันมีปัจจัย อะไรบ้างที่ช่วยให้ศาสนาคริสต์เราแพร่ขยายไปได้

    ตอบลบ
  2. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  3. ขอถามว่า หากคริสต์ศาสนาไม่ได้รับการสนับสนุนต่างจากโรมัน คริสต์ศาสนาจะเป็นเช่นไร

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ27 กันยายน 2556 เวลา 19:57

    คริสต์ศาสนากว่าจะเข้าตาโรมัน เป็นเรื่องที่เเปลกมากสำหรับผู้อ่าน เเต่โดยส่วนตัวเเล้วขอบคุณเลือดเเห่งมรณสักขี ผู้ซึ่งหลั่งลงบนเเผ่นดินโรมันเเละกลายเป็นปุ๋ยชั้นดีในเรื่องความเชื่อ

    ตอบลบ
  5. ต้องบอกว่า กว่าจะเป็นศาสนาคริสต์ที่เราเห็น ต้องผ่านอะไรมากมาย แม้มนุษย์จะหาหนทางทุกอย่างเพื่อเผยแพร่ความจริงที่ตนได้รับรู้ แต่สุดท้าย มิใช่สำเร็จโดยมนุษย์ แต่เป็นพระองค์ ความจริงแท้ เพียงเพราะได้เห็นภาพนิมิต เท่านั้น ก็เปลี่ยนแปลงได้

    ตอบลบ
  6. พระศาสนจักรกว่าจะได้รับการยอมรับต้องใช้ระยะเวลานาน บางที เราก้พบและเข้าใจ คำว่า "หนทางพสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน" บทความนี้ให้ความเข้าใจในการพัฒนาจนเป็นคริสตศาสนา มิใช่เพียงมนุษย์ แต่เป็นพระเจ้าที่ทรงทำงาน โดยมีมนุษยชาติร่วมในแผนการของพระองค์ด้วย

    ตอบลบ
  7. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  8. คริสตศาสนากว่าจะเข้าตาโรมันนั้น ต้องใช้เวลานานที่เดียว เพราะเดิมทีชาวเมืองแถบกลุ่มประเทศปาเลสไตน์ ล้วนแต่เป็นคู่อริต่อกันตามประวัติศาสตร์ แต่กลับกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้นต้องใช้เวลาและวิธีการมากมายถึงเข้าตาโรมันในที่สุด
    ความคิดเห็น ประเสริฐ พิทักษ์คีรีบูน

    ตอบลบ
  9. เป็นเรื่องที่มีเนื้อหาดีมาก แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกใหม่ในประวัติศาสตร์พระศาสนจักรครับท่าน
    ทำได้ดีมากครับ จงรักษาความดีนี้เอาไว้ครับ

    ตอบลบ
  10. จากดินสู่ดาว ศต.1 คริสตชนอยู่ใต้ดิน ศต.4 คริสตชนอยู่บนดิน จนกระทั้งสมัยเทโอโดซิอุส คริสตชนอยู่บนดาว ทุกอย่างมีขึ้นมีดับ การกำเนิดของคริสตชนก็เช่นเดียวกัน

    ตอบลบ
  11. สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าทีทรงเลือกเตรียมประชากรชาวยิว ให้อยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรโรมัน ในช่วงเวลาที่พอดีที่สุดของการเผยแพร่เรื่องราวของคนที่ชื่อ "เยซู" ยืนยันได้ว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นที่อาณาจักรอื่น อาจจะสิ้นสุดลงภายในระยะเวลาไม่นานและสลายไปพร้อมกับอาณาจักรกลายเป็นประวัติศาสตร์ แต่เพราะ พะรเจ้าทรงกำหนดให้เกิดขึ้นในอาณาจักรโรมัน เติบโต ถุกเบียดเบียนอย่างหนัก อย่างเบา จนไม่ถุกเบียดเบียน จนสามารถที่จะเบียดเบียนผู้อื่นได้แต่ไม่ทำ ด้วยขบวนการต่างๆเลห่านี้ อาศัยการช่วยเหลือของพระองค์ อาณาจักรคริสตังก็จะคงอยู่ไปทุกยุคทุกสมัย

    ตอบลบ