พระวรสารโดยนักบุญเปโตร (Gospel of St.Peter)
ในปี 1886
ได้มีการค้นพบพระวรสารของนักบุญเปโตรในสุสานของนักพรตแห่งหนึ่ง ชึ่งเป็นพระวรสารที่ไม่ครบสมบูรณ์
นั่นหมายความว่าเราไม่มีข้อความฉบับที่สมบูรณ์ของพระวรสารเล่มนี้ แต่สิ่งที่ค้นพบในสุสานนั้นเป็นฉบับคัดลอกจาก
9 หน้าที่ครบสมบูรณ์ ซึ่งดูเหมือนว่าผู้เขียนมีการคัดลอกข้อความจากข้อความที่ไม่สมบูรณ์
และเป็นที่คาดคะแนว่า ซีโมน เปโตร เป็นผู้ที่เขียนพระวรสารเล่มนี้ และนี้แหละคือเหตุผลที่ว่าพระวรสารนั้นกลายเป็นพระวรสารของนักบุญเปโตร
ซีโมนเปโตร(กรีก:
Σιμων Πέτρος ซีมอน
เปโตฺรส) หรืออัครทูตเปโตร (กรีก: Απόστολος Πέτρος
อะโปสโตโลส เปโตฺรส) ชาวคาทอลิกเรียกว่านักบุญเปโตร (Saint
Peter) เดิมชื่อซีโมน เป็นชาวประมงคนหนึ่งของตำบลเบทไซดา (ลก. 5:3
;ยน.1:44) แต่ว่าต่อมาได้ย้ายมาตั้งหลักแหล่งที่เมืองคาร์เปอร์นาอุม
(มก.1: 21.29) นักบุญอันดรูว์
น้องชายของท่านได้เป็นคนแนะนำให้ท่านติดตามพระเยซู (ยน.1:42) และอาจเป็นนักบุญยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาที่ได้เป็นผู้ตระเตรียมจิตใจของท่านสำหรับการพบปะครั้งสำคัญของท่านกับพระเยซู
พระเยซูทรงได้เปลี่ยนชื่อท่านใหม่ว่าเปโตร
ซึ่งแปลว่า "ศิลา" (มธ.16 :17-19) ครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสถามท่านว่า
"ท่านคิดว่าเราเป็นใคร" และเปโตรได้ทูลว่า
"พระองค์คือพระคริสตพระบุตรของพระเป็นเจ้า" พระเยซูจึงตรัสว่า
"เราจะตั้งท่านเป็นหัวหน้าแทนเรา ทั้งจะมอบกุญแจอาณาจักรสวรรค์" (มธ.16
:15-19) สัญลักษณ์ที่เห็นเด่นชัดในภาพคือ
มือของท่านมีลูกกุญแจนักบุญเปโตรเป็นพยานบุคคลชุดแรกผู้หนึ่งที่ได้แลเห็นพระคูหาว่างเปล่าของพระอาจารย์
(ยน. 20:6) และได้รับการประจักษ์มาขององค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ
(ลก. 23:34) และหลังจากที่พระเยซูเจ้าได้เสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว
ท่านก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำบรรดาคริสตชน (กจ.1:15 ; 15:7)
ต่อจากนี้ไปเป็นพระวรสารของนักบุญเปโตรที่กระผมได้แปลจาก
Text ภาษาอังกฤษของ แซม กิบสัน (English Translation from Sam Gibson) ซึ่ง แซม กิบสับ แปลมาจาก Text ภาษากรีก (Greek
Text) มีทั้งหมด 14 บท
1) ...สำหรับชาวยิวไม่มีใครล้างมือของพวกเขาเลย
แม้แต่เฮโรดและบรรดาผู้พิพากษาของพวกเขาก็ไม่คิดที่ล้างมือด้วยเช่นกัน เพราะพวกเขาไม่เต็มใจที่จะล้างมือ
และแล้วปีลาทก็ยืนขึ้น 2. แล้วกษัตย์เฮโรดได้สั่งให้นำองค์พระผู้เป็นเจ้าออกไปและกล่าวว่า
“จงทำตามที่เราบัญชาเจ้าให้ทำกับเขาเถิด”
2) โยแซฟก็ได้ยืนอยู่ที่นั้นด้วย ซึ่งเป็นเพื่อนของปีลาท
และขององค์พระผู้เป็นเจ้า และรู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังจะนำพระองค์ไปตรึงไม้กางเขน
โยแซฟได้ไปหาปีลาทและขอพระศพขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อที่จะนำพระศพของพระองค์ไปฝังในคูหา
2. และปีลาทก็สั่งเขาให้ไปหาเฮโรดและขอพระศพขององค์พระผู้เป็นเจ้า
3.เฮโรดจึงตอบว่า “น้องชายปีลาทเอ๋ย” แม้ไม่มีใครมาขอศพของเขา พวกเราก็จะฝังเขาก่อนที่วันสับาโตจะมาถึงอยู่แล้ว
เพราะมีเขียนไว้ในธรรมบัญญัติว่า ”คนที่ถูกประหารชีวิตจะต้องถูกฝังก่อนที่พระอาทิตย์จะลับฟ้า”
แล้วเฮโรดก็หันไปทางประชาชนในวันก่อนที่พวกเขาจะฉลองกันกินขนมปังไร้เชื้อ
3) แล้วพวกเขานำองค์พระผู้เป็นเจ้าออกไปและผลักพระองค์ไปมาตลอดทางที่เดิน
และพวกเขาก็พูดกันว่า “ให้เราลากพระบุตรของพระเจ้ากันเถิด เพราะว่าเขาได้อยู่ในอำนาจของพวกเราแล้ว
” 2. แล้วพวกทหารได้นำผ้าสีม่วงแดง และให้พระองค์ทรงนั่งบนบังลังผู้พิพากษาและพูดเยอะเย้ยพระองค์ว่า
“ท่านผู้พิพากษาที่ยุติธรรม กษัตรย์แห่งชาวอิสราแอล ทรงพระเจริญเทอญ” 3.
และทหารคนหนึ่งนำหนามมาสันเป็นมงกุฎแล้วนำสวมลงบนหัวขององค์พระผู้เป็นเจ้า 4.
และอีกหลายคนที่ยืนอยู่รอบๆ พระองค์ได้ถ่มน้ำลายใส่ดวงตาของพระองค์ และอีกคนได้ตบพระพักร์ของพระองค์
ในขณะที่อีกคนนำไม้เรียวให้พระองค์ถือเหมือนว่าเป็นคฑา และอีกคนก็เฆี่ยนตีพระองค์แล้วกล่าวเยอะเย้ยพระองค์ว่า
“ ให้เราแสดงความเคารพต่อพระบุตรของพระเจ้า “ขอทรงพระเจริญเทอญ” ”
4) แล้วพวกเขานำคนร้ายสองคนไปตรึงกางเขนพร้อมกับองค์พระผู้เป็นเจ้า
และได้ตรึงองค์พระผู้เป็นเจ้าระหว่างคนร้ายสองคนนั้น
แต่พระองค์ยังคงเงียบเหมือนดัวว่าพระองค์ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย 2. และเมื่อตรึงพระองค์บนกางเขนแล้ว กางเขนก็ถูกยกตั้งตรงขึ้น
แล้วพวกเขาก็ได้ติดป้ายเหนือพระเศียรของพระองค์ เขียนข้อความไว้ว่า “ นี่คือกษัตริย์แห่งอิสราแอล”
3. เมื่อเหล่าทหารตรึงพระองค์แล้ว พวกเขาก็นำฉลองพระองค์มาว่างไว้ต่อหน้าพระองค์แล้วทำการแบ่งออกเป็นชิ้นๆในท่ามกลางพวกเขา
แล้วพูดกันว่า เรามาเล่นจับฉลากกันเถิดว่าใครจะได้เสื้อคลุมนี้ไปบ้าง 4.
แต่คนหนึ่งในอาชญากรที่ถูกตรึงพร้อมกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ตำหนิพวกเขาและกล่าวว่า
“ สำหรับพวกเราได้รับโทษจากความชั่วร้ายที่เราได้กระทำนั้นสมควรแล้ว แต่ชายผู้นี้ซึ่งจะเป็นผู้ช่วยมนุษย์ให้รอด เขาได้ทำอะไรผิดต่อพวกท่านเลย”
และพวกเขาเกิดความโกรธกริ้วต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และทหารจึงสั่งว่าขาของเขาไม่ควรที่จะถูกตีให้หัก
เพราะเขาจะได้ตายอย่างเจ็บปวดทรมาน
5) ในขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงวัน ได้เกิดความมือปกคลุมไปทั่วแคว้นยูเดีย
เพราะดวงอาทิตย์มืดมิดดับลง พวกเขาจึงเกิดความกลัวเป็นอย่างยิ่ง และบอกว่าดวงอาทิตย์ไม่ควรที่จะมืดมิดเพราะเขายังมีชีวิตอยู่
และเพราะมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “ ดวงอาทิตย์จะไม่ส่องแสงอยู่เหนือผู้ที่ถูกประหารชีวิต”
2. แล้วคนหนึ่งในพวกเขากล่าวว่า “ จงนำน้ำส้มสายชูและน้ำขมให้เขาดื่มซิ”
ดังนั้นพวกเขาจึงผสมน้ำสมสายชูและน้ำขมผสมให้พระองค์ดื่ม 3. แล้วพวกเขาปฏิบัติตามทุกสิ่งทุกอย่างที่พูด
และได้ทำให้บาปของพวกเขาตกอยู่บนหัวของพวกเขาเอง 4.
แล้วตอนนั้นมีผู้คนมากมายได้จุดโคมไฟขึ้นมา เหมือนกับว่าตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่ต้องไปนอนแล้ว
5. และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงร้องออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “พระบิดาเจ้าข้า
พระบิดาเจ้าข้า พระองค์ทรงทอดทึ้งข้าพเจ้าแล้วหรือ?” หลังจากที่พระองค์ได้เป็นเล่งเสียงอันดังออกมาแล้วพระองค์ก็สิ้นพระชนม์
6. และในเวลาเดียวกันผ้าคลุมที่อยู่ในพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มได้ชีกขาดออกเป็นสองส่วนตั้งแต่บนจนถึงล่างสุด
6) หลังจากนั้นทหารก็ดึงตะปูออกจากพระหัตน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
แล้ววางพระองค์ลงบนพื้นดิน และแล้วทั่วทั้งแผ่นดินเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง พวกเขาจึงความกลัวเป็นอย่างยิ่ง
2. และแล้วพระอาทิตย์ก็เริ่มโผล่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และพบว่าเวลานั้นยังเป็นเวลาบ่าย
3 โมง 3. ชาวยิวกลับเต็มเปี่ยมด้วยความเปรมปรีอีกครั้ง และได้มอบพระศพของพระอค์ให้กับโยแซฟเพื่อนำพระศพไปฝัง
เพราะพวกเขาเห็นว่าพระองค์ได้เคยกระทำสิ่งที่ดีงามมาก่อน 4. แล้วโยแซฟได้นำพระศพขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปทำความสะอาด
และนำผ้าสินินมาห่อพระศพของพระองค์ แล้วโยแซฟนำพระศพขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปฝังใน
หลุ่มฝังศพของเขาเอง ซึ่งมีชื่อรียกว่า “สวนของโยแซฟ”
7) จากนั้นชาวยิว และพวกสมณะ และพวพระสงฆ์รู้ว่าความผิดที่ชั่วร้ายอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้กระทำลงไป
ทำให้พวกเขาเริ่มที่จะโศกเร้าเสียใจและพูดว่า “ วิบัติแก่บาปของพวกเรา” การภิพากษา
และจุดสิ้นสุดของกรุงเยรูซาเล็มใกล้เข้ามาแล้ว! 2. แต่ส่วนฉันก็ยังคงร้องให้อยู่กับเหล่าเพื่อนๆ
และพวกเราก็ได้ซ้อนตัวไว้เพราะกลัวว่าพวกยิวจะค้นหาเรา หลังจากที่ได้ตรึงพระองค์เหมือนกับเป็นอาชญากร
ส่วนพวกเราคิดที่จะไปเผาพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม 3. นอกจากนี้แล้วพวกเราได้อดอาหารไม่กินไม่ดื่ม
ไว้ทุกข์โศกเศร้า และร้องให้ทั้งคืนทั้งวันจนถึงวันสับบาโต
8) แต่บรรดาธรรมจารย์และฟาริสี
และพวกผู้ใหญ่สมณะได้มารวมตัวกัน เพราะพวกเขาเคยได้ยินคนกล่าวพึมพำว่าพระองค์จะฟื้นคืนชีพหลังจากตายสามวัน
แล้วพวกเขาเอามือตีอกของตัวเองและพูดว่า “
ถ้าสัญญาณที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้เกิดขึ้นในการตายของเขาก็แสดงว่าเขาผู้นี้เป็นผู้บริสุทธิ์”
2. และบรรดาพวกผู้ใหญ่สมณะจึงเกิดความกลัวเป็นอย่างยิ่ง จึงมาหาปีลาท อ้อนวอนและขอร้อง
แล้วพูดกับปีลาทว่า 3. “
จงให้ทหารแก่เราเถิด แล้วพวกเราจะให้ทหารเฝ้าคูหาจนครบ 3วัน เพื่อไม่ให้บรรดาศิษย์ของเขาขโมยศพของเขาไป
แล้วประกาศแก่ประชาชนว่า “เขากลับเป็นขึ้นมาจากบรรดาผู้ตายแล้ว” แล้วพวกประชาชนก็จะมาทำร้ายเรา”
4. ดังนั้นปีลาทจึงสั่งเปโตรนิอุส ชึ่งเป็นนายร้อยกับบรรดาทหารไปเฝ้าคูหาไว้ และบรรสมณะกับธรรมจารย์ก็ได้ไปกับบรรดาทหารที่คูหาด้วย
5. แล้วพวกเขาก็ได้กลิ้งก้อนหินแผ่นขนาดใหญ่มาปิดปากคูหาไว้ 6.
แล้วพวกเขาได้ทำการฉาบปิดผนึก ปิดปากคูหาไว้หนาถึง 7 ชั้น แล้วพวกเขาก็ได้นำเต็นท์มาตั้งไว้หน้าคูหา
และให้ทหารเฝ้ายามไว้ตลอดเวลา
9) เช้าวันรุ่งขึ้นใกล้วันสับบาโตประชาชนกลุ่มใหญ่มาจากกรุงเยรูซาเล็มและบริเวณใกล้เคียงได้มาที่คูหาเพื่อมาดูคูหาที่ปิดไว้อย่างแน่นหนา
2.
แต่ในระหว่างกลางคือก่อนวันขององค์พระผู้เป็นเจ้า ขณะที่ทหารยามกำลังเฝ้ายามอยู่ครั้งละสองคนๆในทุก
ๆ ชั่วโมงอยู่นั้นได้เกิดเสียงดังมหึมาจากท้องฟ้า 3. แล้วพวกเขาได้เห็นท้องฟ้าเปิดออกและมีบุรุษสองคนปรากฎตัวขึ้นมาพร้อมด้วยแสงอันเจิดจ้า
แล้วบุรุษทั้งสองคนนั้นได้เข้ามาที่พระคูหา 4. และแล้วหินก้อนใหญ่ที่ปิดพระคูหาไว้ก็ได้กลิ่งออกไปเอง
ไปอยู่ข้างๆ แล้วพระคูหาก็เปิดออก และบุรุษสองคนนั้นได้เข้าไปในพระคูหา
10) เมื่อเหล่าทหารยามได้เห็นเหตุการณ์เล่านั้นจึงปลุกนายร้อยและพวกผู้ใหญ่สมณะ
(เพราะพวกเขาก็ได้เฝ้าอยู่ที่นั้นด้วย) 2. ขณะที่ทหารยามเล่าถึงเหตุการณ์ที่พวกเขาเห็นยังไม่ทันจบ
พวกเขาก็เห็นบุรุษ สาม คนออกมาจากพรพระคูหา สองคนกำลังประคองอีกคนหนึ่งไว้ ซึ่งเดินตามหลังเขามา
3. พวกเขาเห็นว่าบุรุษสองคนมุ่งหน้าไปสู่สวรรค์ แต่บุรุษอีกคนไปมุ่งหน้าไปเหนือท้องฟ้าสวรรค์โดยการนำของบุรุษทั้งสองคน
4. และพวกเขาได้ยินเสียงดังออกมาจากสวรรค์ว่า “ ท่านได้เทศน์สอนพวกเขาจนถึงพวกเขาหลับเชียวหรือ? ”
5. แล้วได้ยินเสียงตอบจากกางเขนว่า “ใช่”
11) พวกเขาเหล่านั้นได้ปรึกษากัน และคิดจะนำเหตุการณ์เหล่านี้ไปบอกกับปีลาท
2. แต่ในขณะที่พวกเขากำลังคิดอยู่นั้นสวรรค์ก็ได้เปิดออกอีกครั้งหนึ่ง และบุรุษผู้หนึ่งปรากฎตัวออกมาอีกครั้ง
แล้วได้เข้าไปในพระคูหา 3. เมื่อคนที่อยู่กับนายร้อยเห็นเหตุการณ์เหล่านั้น พวกเขาได้หนีไปจากพระคูหา
แล้วรีบไปหาปีลาทในคืนนั้นทันที พวกเขาได้เล่าทุกสิ่งที่พวกเขาได้เห็นแก่ปีลาทด้วยเสียงที่โศกเศร้าว่า
“ เขาเป็นพระบุตรของพระเจ้าอย่างแท้จริง” 4. ปีลาทตอบพวเขาและพูดว่า “
มือของฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเลือดของพระบุตรของพระเจ้า สิ่งทั้งหมดนั้นเป็นพวกเจ้าที่กระทำ”
5. แล้วบรรดาผู้ใหญ่สมณะได้ขอร้องและอ้อนวอนปีลาทให้สั่งนายร้อย และเหล่าทหารยามไม่ให้เล่าสิ่งต่าง
ๆ ที่พวกเขาได้เห็นให้ใครฝัง 6. พวกเขาพูดว่า
“ มันจะดีกว่าสำหรับเรา ที่บาปอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดของเรานี้อยู่ต่อเฉพาะพระพักษ์พระเจ้า
ดีกว่าตกอยู่ในมือของชาวยิว และเราถูกขว้างด้วยก้อนหิน” 7.
ดังนั้นปีลาทจึ่งสั่งนายร้อย และเหล่าทหารยามไห้ให้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
12) รุ่งเช้าในวันของคงค์พระผู้เป็นเจ้า มารีย์ ชาวมักดาลา สาวกขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ไปที่พระคูหาขององค์พระผู้เป็นเจ้า
เพื่อทำตามประเพณีสำหรับผู้ที่ต้องแสดงความรักต่อผู้ที่ได้ตายจากไปแล้ว 2.
เธอไปที่พระคูหาพร้อมกับเพื่อนผู้หญิงบางคน 3. แต่พวกเขากลัวว่าชาวยิวจะเห็นเขาและพูดว่า
“ แม้ว่าเราจะไม่สามารถร้องให้คร่ำครวนในวันนั้นที่พระองค์ถูกตรึงบนกางเขน แต่เราจะไปทำที่หลุมฝังศพของพระองค์
” 4. แต่ใครเล่าจะกลิ้งแผ่นหินแผ่นใหญ่ออกจากปากพระคูหาให้เรา
เพื่อที่พวกเราจะสามารถเข้าไปในพระคูหาได้ และทำในสิ่งที่ควรต้องทำเพื่อพระองค์ 5.
ก้อนหินนั้นมันใหญ่มาก และ“เราก็กลัวคนจะมาเห็นพวกเรา และหากพวกเราไม่สามารถกลิ้งก้อนหินได้
เราจะนั้งที่ปากพระคูหา และจะทำการระลึกถึงพระองค์ที่นั้น แล้วร้องให้ด้วยความโศกเศร้าและเอามือตีอกของเราจนกว่าเราจะกลับถึงบ้าน”
13) และเมื่อพวกผู้หญิงไปถึงก็พบว่าพระคูหานั้นเปิดอยู่
พวกเขาจึงเข้าใกล้พระคูหาและมองเข้าไปก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงกลางพระคูหา ใบหน้าของเขาสง่างามมาก
สวมเสื้อผ้าที่แสงเปร่งปรากายรุ่งโรจน์ บุรุษผู้นั้นจึงกล่าว่า 2. “พวกท่านมาทำอะไรที่นี้ ? ท่านกำลังเสาะหาใครอยู่? ทำไม่ท่านจึงเสาะหาผู้ที่ถูกตรึงกางเขน? เขาไม่อยู่แล้ว เขากลับคืนพระชนมชีพแล้ว
ถ้าหากว่าท่านไม่เชื่อก็ดูที่ว่างพระศพของพระองค์นี้ซิ เขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว
พระองค์ได้ทรงกลับคืนชีพ และกลับไปในที่ที่พระองค์จากมาแล้ว ” 3.
แล้วบรรดาผู้หญิงได้วิ่งกลับมาด้วยความกลัว
14) ในตอนนั้นเป็นวันสุดท้ายของการฉลองการกินขนมปังไร้เชื้อ
และหลายคนก็กำลังกลับไปที่บ้านของตน ซึ่งเทศกาลฉลองนี้กำลังจะจบลง 2. แต่พวกเราอัครสาวกทั้ง 12
คนขององค์พระผู้เป็นเจ้ายังคงร้องให้ และเศร้าโศกเสียใจอยู่ พวกเราแต่ละคนกำลังเสียใจกับเหตุการณ์ต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้น และที่สุดแล้วแต่ละคนก็แยกย้ายกันกลับไปที่บ้านของตน 3. แต่ฉัน
ซีโมน เปโตร และ แอนดรูว์ น้องชายของฉันได้นำอวนจับปลาของเรา และมุ่งหน้าไปที่ทะเลสาบ
และคนอื่นที่อยู่กับเรา คือ เลวี บุตรของอัลเฟอัส ผู้ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้า .....
…………………………………………………………..
ข้อความ (Text) ของพระวรสารก็ไดจบลงที่
บทที่ 14:3 อย่างกระทันหัน
ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันเป็นการคัดลอกมาจากข้อความ (Text)
ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งยังมีอีกหลายส่วนที่ขาดหายไป
สรุปความคิดเห็นของผู้แปล
จากการได้อ่านและได้แปลพระวรสารของนักบุญเปโตรแล้ว
ผมเห็นว่ามุมมองและลีลาในการเขียนพระวรสารของนักบุญเปโตรนั้นมีแตกต่างจากพระวรสารทั้งสี่
คือ ของมัทธิว มารโก ลูกา และยอห์น อย่างเห็นได้ชัด นักบุญเปโตรใช้คำพูดที่ดูแล้วจะแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระเยซูเจ้าในฐานะพระบุตรของพระเป็นเจ้า
พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดอย่างแท้จริง และบางทีใช้ข้อความหรือความพูดที่ดูแล้วจะเว้อไปหรืออาจเกินความเป็นจริงไปนิด
ๆ แต่เมื่ออ่านแล้วชวนให้ตื่นเตนและน่าสนใจเช่นกัน เช่น ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงถูกทรมาน
ถูกตรึงกางเขน พระองค์ทรงเงียบ ไม่แสดงอาการว่าเจ็บปวดใดๆ นี่แสดงให้เราเห็นว่า
พระเยซูเจ้าทรงเป็นเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป และการฟื้นคืนชีพของพระองค์ดูจะยิ่งใหญ่
คือมีท้องฟ้าเปิดออกอย่างกับในวันที่พระเยซูเจ้ารับศีลล้างบาปที่แม่น้ำยอห์นแดน
ซึ่งเหมือนว่านักบุญเปโตรต้องการเน้นย้ำถึงการเป็นพระบุตรของพระเจ้าอย่างแท้จริง และดูเหมือนว่า
นักบุญเปโตรจะเยอะเย้ยพวกสมณะ ฟาริสี และชาวยิวด้วย ดังจะเห็นได้จากข้อความที่ว่า
“พวกเขาได้ยินเสียงดังออกมาจากสวรรค์ว่า “ ท่านได้เทศน์สอนพวกเขาจนถึงกับพวกเขาหลับเชียวหรือ? ” แล้วได้ยินเสียงตอบจากกางเขนว่า
“ใช่” เป็นต้น ซึ่งถ้าเราอ่านจาก Text ที่เป็นภาษาอังกฤษแล้ว
จะรับรู้ถึงอารมณ์ในการเขียนพระวรสารได้อย่างชัดเจนมากกว่าภาษาไทย
เพราะบางทีการแปลมาเป็นภาษาไทยนั้นได้แสดงออกไม่ได้อารมณ์เหมือน Text ในภาษาอังกฤษเท่าที่ควรนัก ซึ่งผมคิดว่าพระวรสารโดยนักบุญเปโตรนั้นเป็นพระวรสารนอกระบบที่เราควรอ่านไว้
เพราะทำให้เราได้เห็นมุมมองอีกด้านของพระวรสารที่เราไม่อาจเคยรับรู้มาก่อน
__________________________________________________________
แปลโดย :
ประเสริฐ พิทักษ์คีรีบูน
เอกสารอ้างอิง :
www.earlychristianwritings.com
› Apocrypha.
th.wikipedia.org/wiki/ ซีโมนเปโตร.
2) โยแซฟก็ได้ยืนอยู่ที่นั้นด้วย ซึ่งเป็นเพื่อนของปีลาท และขององค์พระผู้เป็นเจ้า และรู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังจะนำพระองค์ไปตรึงไม้กางเขน โยแซฟได้ไปหาปีลาทและขอพระศพขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อที่จะนำพระศพของพระองค์ไปฝังในคูหา 2. และปีลาทก็สั่งเขาให้ไปหาเฮโรดและขอพระศพขององค์พระผู้เป็นเจ้า 3.เฮโรดจึงตอบว่า “น้องชายปีลาทเอ๋ย” แม้ไม่มีใครมาขอศพของเขา พวกเราก็จะฝังเขาก่อนที่วันสับาโตจะมาถึงอยู่แล้ว เพราะมีเขียนไว้ในธรรมบัญญัติว่า ”คนที่ถูกประหารชีวิตจะต้องถูกฝังก่อนที่พระอาทิตย์จะลับฟ้า” แล้วเฮโรดก็หันไปทางประชาชนในวันก่อนที่พวกเขาจะฉลองกันกินขนมปังไร้เชื้อ
ตอบลบในบทนี้เป็นการเชื่อโยงกับข้อขัดเเย้งที่ทำให้ไขข้อกระจ่างเกี่ยวกับข้อขัดเเย้งเรื่องเวลาในการกินอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้ากับบรรดาอัครสาวก แต่บทความฉบับนี้เป็นพระวรสารที่พระศาสนจักรไม่ได้รับรองหากเป็นที่รับรองเเล้วก็ ข้อสงสัยเก๊่ยวกับวันที่เเน่ชัดของพระวรสารของนักบุญยอห์นเเละพระวรสารสหทรรศน์คงจะมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
บทความพระวรสารนักบุญเปโตร นั้นช่วยให้เราได้เห็นมุมมองอีกด้านของพระวรสารที่เราไม่อาจเคยรับรู้มาก่อน
ตอบลบทำให้เรามองพระวรสารทั้งสี่ได้อย่างเข้าใจมากขึ้นผ่านทาง หามุมมองในความจริงอันเดียวกัน
เป็นมุมมองใหม่ที่ไม่เคยพบ เป็นเนื้อหาที่ดีครับเพราะเราเจอแต่พระวรสารดังนั้นนี้ก็เป็นอีกมุมหนึ่งให้เราได้เห็จและเข้าใจใจบทของคนในสมัยนั้น
ตอบลบอาจจะเป็นพระวรสารของนักบุญเปโตรจริงๆก็เป็นได้ เเต่ที่สุดเเล้วพระศาสนจักรก็มีระบบการรับรองพระวรสารเพียงสี่ฉบับเท่านั้น อย่างไรก็ดีทำให้เราได้รู้จักพระเยซูเจ้าในการเขียนของนักบุญเปโตรอีกทางหนึ่งด้วย
ตอบลบอาจเป็นความจริงที่ถูกมองข้ามไปแต่เป็นสิ่งท่น่าสนใจในพระเยซูเจ้าผ่านทางงานเขียนของนักบุญเปโตร
ตอบลบความคิดเห็นของ ประเสริฐ พิทักษ์คีรีบูน
พระวรสารนักบุญเปโตร เน้นเรื่องความยิ่งใหญ่ของพระเยซูเจ้าในฐานะการเป็นพระบุตรของพระเจ้า ชีวิตของเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผูกติดอยู่กับพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูเจ้า เราจะต้องนมัสการต่อพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
ตอบลบ"ส่วนพวกเราคิดที่จะไปเผาพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม" ความคิดแก้แค้นฝังแน่น แต่ใจก็ไม่กล้าที่จะทำ ในวันแห่งความขี้ขลาด ทำให้มนุษย์พลาดจากคำสอนของพระเยซูเจ้า "จงให้อภัย" "จงดื่มถ้วยที่เราจะดื่ม" ลืมหมด มัวแต่นั่งร้องไห้ แต่ไม่ทำอะไรสักอย่าง อย่างไรก็ตาม ความทุกข์นี้ก็ทำให้คำสอนของพระเยยซูเป็นจริง เมื่อกางเขนนำพาสู่แสงสว่าง นักบุญเปโตรจากที่เคยหลบมุมร้องไห้ กลับกลายเป็นศิลาให้คนที่ร้องให้มาพึ่งพิง
ตอบลบได้เรียนรู้พระวรสารของท่านศิลา(นักบุญเปโตร) ถึงว่าเป็นสิ่งที่ดียิ่ง เห็นถึงความแตกต่างบ้างกับพระวรสารทั้งสี่ แต่ที่แน่ๆต้องขอบคุณบราเดอร์ประเสริฐอย่างมาก ที่ได้แปลให้หลายๆคนได้เรียนรู้พระวรสารของนักบุญเปโตร
ตอบลบความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบ