แนวปราการจักรวรรดิโรมัน กำแพงเฮเดรียน (Hadrian’s Wall)
บทนำ
เมื่อกล่าวถึงอาณาจักรโรมัน
คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่า ความยิ่งใหญ่ทางการเมือง ภาษา วัฒนธรรม
ของชาวโรมันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอาณาจักรใดๆที่อยู่บนโลกนี้ ด้วยเหตุว่า
แนวคิดและการดำรงชีวิตของชาวโรมันนั้นช่างน่าทึ่งและน่าศึกษายิ่งนัก
อาณาจักรโรมันนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลและมีการจัดการปกครองที่มีระบบระเบียบอย่างมาก
มีกองทัพอันเกรียงไกรและมีแสนยานุภาพในการทำลายล้างชนชาติที่กบฏและอยากต่อกรกับอาณาจักรโรมัน
ถึงอย่างไรก็ตามอาณาจักรโรมันอันเกรียงไกรก็ต้องสูญสลายไปกาลเวลา
ดังเช่นอาณาอื่นๆที่อยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งเริ่มจากการก่อร่างสร้างตัว
หลังจากนั้นเมื่อมีกองทัพที่เข้มแข็ง
จึงเริ่มปฏิบัติการการรุกรานอาณาจักรอื่นๆที่ไม่ยอมเป็นเมืองขึ้น
จนในที่สุดอาณาจักรเริ่มแผ่ขยายออกไปกว้างใหญ่ไพศาล เมื่อถึงจุดสูงสุด ไม่นานนักก็จะเป็นเช่นเดียวกันกับทุกๆ
อาณาจักร สิ่งนี้ผู้เขียนเรียกว่าความเสื่อม
ซึ่งจะมาจากหลายสาเหตุเป็นการแทรกซึมที่นานมาแล้ว
โดยที่ผู้ปกครองหรือแม้แต่คนในอาณาจักรก็รู้เช่นเดียวกัน
ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นเป็นเหมือนเชื้อโรคร้ายที่ค่อยๆ กัดกินอาณาจักรทำให้อาณาจักรนี้อ่อนแอลงทุกวัน
ดังนั้นเมื่อเวลาล่มสลายของอาณาจักร
การรุกรานจากอาณาจักรที่แข็งแกร่งกว่าก็จะเข้ามาทำลายร้างและยึดครอง
จนกระทั่งอาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองได้ล่มสลายไป
อาณาจักรโรมันเองก็หนีไม่พ้นกับความจริงในเรื่องนี้
ซึ่งผู้เขียนได้ศึกษาเกี่ยวกับอาณาจักรโรมัน
ทำให้ผู้เขียนได้รู้ประวัติศาสตร์มากมายเกี่ยวกับอาณาจักรนี้
แม้อาณาจักรนี้จะล่มสลายไปแล้วในปี ค.ศ. 476
แต่ยังคงมีอิทธิพลกับมนุษย์ในสังคมปัจจุบันต่อไป อาทิเช่น การเมืองการปกครอง
ภาษา(ลาติน) ประเพณีและวัฒนธรรม ซึ่งได้ถูกดัดแปลงให้เข้ากับศาสนาคริสต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิกายโรมันคาทอลิก
ซึ่งรับประเพณีและวัฒนธรรมของชาวโรมันมาอย่างมากมาย
ถึงกระนั้นผู้เขียนก็ไม่ได้ต้องการที่จะศึกษาในเรื่องนี้เท่าใดนัก
ส่วนเรื่องที่ผู้เขียนต้องการศึกษานั้นก็คือเรื่องการสร้างกำแพงเมืองของชาวโรมันที่ยังคงมีร่องรอยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
แม้สภาพจะไม่สมบูรณ์อย่างเช่นกำแพงเมืองจีน
แต่ก็ทำให้ผู้เขียนได้เห็นภาพความเจริญในอดีตของอาณาจักรแห่งนี้
โดยที่ความเหมือนของกำแพงเมืองจีนและกำแพงเฮเดรียนของอาณาจักรโรมัน
ซึ่งอยู่ในประเทศอังกฤษนั้น มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่าอื่น
อีกทั้งเพื่อเป็นแนวพรมแดนของอาณาจักรของตน
ดังนั้นผู้เขียนจึงอยากนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของกำแพงเฮเดรียนนี้
ให้กับผู้อ่านได้รู้และเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้าง

สภาพโดยทั่วไป
ตั้งแต่ราว 500
ปีก่อนคริสตกาล
โรมขยายแสนยานุภาพอย่างไม่หยุดยั้งเป็นเวลาถึง 600 ปี แปลงสภาพจากนครรัฐเล็กๆ
ของอิตาลีในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและระส่ำระสาย
จนกลายเป็นจักรวรรดิอันเกรียงไกรที่สุดที่ยุโรปเคยรู้จัก
จักรพรรดิทราจันทรงเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดขนบแห่งการรุกรานขยายอำนาจอย่างกระตือรือร้น
ระหว่างปี ค.ศ. 101 ถึง 107 พระองค์ทรงทำสงครามพิชิตดินแดนที่ปัจจุบันคือ โรมาเนีย
อาร์เมเนีย อิหร่าน อิรัก และยังปราบกบฏชาวยิวอย่างเหี้ยมโหด
เมื่อทรงสิ้นพระชนม์ก็ทรงมอบราชสมบัติให้กับพระโอรสบุญธรรมผู้มีพระนามว่า พูบลีอัส
เอลีอัส เฮดรีอานัส ต่อมาจักรพรรดิองค์ใหม่ซึ่งรู้จักกันในนามเฮเดรียน ทรงเปลี่ยนแนวทางในการปกครองดูแลอาณาจักรอันกว้างใหญ่นี้
เหล่านักการเมืองและขุนศึกกดดันให้พระองค์ดำเนินนโยบายเฉกเช่นพระบิดาบุญธรรมได้ทรงเคยกระทำไว้
จักรพรรดิเฮเดรียน ทรงฉลาดพอจะตระหนักว่า
พระบิดาบุญธรรมทรงทำในสิ่งที่เกินกำลังของพระองค์ พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยคือ ทรงละทิ้งดินแดนที่ได้มาใหม่เพื่อตัดภาระในการปกครองดูแล
นโยบายของจักรพรรดิองค์ใหม่เป็นการท้าทายภาพลักษณ์ของโรมอย่างถึงแก่น
จักรวรรดิที่วาดหวังจะครองโลกเยี่ยงโรมันยอมรับได้อย่างไรว่า
ดินแดนบางส่วนนั้นอยู่ไกลเกินเอื้อม จักรพรรดิเฮเดรียนอาจเพียงแค่เข้าพระทัยว่าความกระหายอันไม่สิ้นสุดของโรมันให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า
มณฑลที่มีค่าหรือให้ผลตอบแทนสูงสุด เช่น กอลหรือสเปนอันเป็นบ้านเกิดของพระองค์นั้น
เต็มไปด้วยเมืองน้อยใหญ่และไร่นาสาโท แต่การต่อสู้แย่งชิงดินแดนบางแห่งกลับได้ไม่คุ้มเสีย
ดังนั้นโรมันจึงพยายามครอบครองผืนดินและท้องทะเลที่ดีที่สุด
พวกเขาจึงมีความมุ่งมั่นรักษาจักรวรรดิของตนอย่างรอบคอบ
แทนที่จะขยายอำนาจอย่างไม่มีที่สิ้นสุดไปยังดินแดนยากไร้และเต็มไปด้วยชนเผ่าอารนายชนที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด
ความยอมรับนับถือที่กองทัพมีต่อจักรพรรดิเฮเดรียนถือเป็นปัจจัยสำคัญ
จักรพรรดิทรงเป็นอดีตทหาร พระองค์ทรงไว้พระทาฐิกะ(เครา) แบบทหาร
และทรงเป็นจักรพรรดิโรมันองค์แรกที่ทรงทำเช่นนี้
พระองค์ใช้เวลากว่าครึ่งหนึ่งตลอดรัชสมัยที่ยาวนาน 21 ปี เสด็จประพาสมณฑลต่างๆ
เพื่อเยี่ยมเยือนกองทัพทั่วทั้งสามทวีป ทุกแห่งที่เฮเดรียนเสด็จเยือนมีกำแพงผุดขึ้นตามรายทาง
พระองค์ทรงส่งสารให้กับทุกคนในอาณาจักรรู้ว่าจะไม่มีการทำสงครามเพื่อยึดครองดินแดนอีกต่อไป
เมื่อจักรพรรดิผู้ทรงไม่เคยหยุดนิ่งสิ้นพระชนม์ในปี
ค.ศ. 138
เครือข่ายป้อมและถนนซึ่งเดิมสร้างขึ้นเพื่อส่งกำลังบำรุงให้กองทหารที่เคลื่อนพล
ได้กลายเป็นแนวพรมแดนที่ทอดยาวหลายพันกิโลเมตร เมื่อเป็นดังนี้
กองทัพที่ประจำอยู่ตามค่ายจึงเปรียบเสมือนป้อมปราการที่โอบล้อมโลกอารยะไว้
ตั้งแต่เมืองใน
เอธิโอเปียไปจนจรดเมืองฟาซิส และจากแม่น้ำยูเฟรทีสไปจนถึงเกาะอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ไกลสุดทางตะวันตก เอลีอัส อาริสติดีส นักปาฐกชาวกรีก กล่าวอย่างภาคภูมิหลังจากจักรพรรดิเฮเดรียนสิ้นพระชนม์ได้ไม่นาน
“เกาะที่อยู่ไกลสุด” ดังกล่าว เป็นที่ที่จักรพรรดิเฮเดรียนทรงสร้าง “อนุสาวรีย์” ซึ่งได้นามตามพระองค์ เป็นเชิงเทินและกำแพงสร้างด้วยหินและหญ้าที่แบ่งเกาะอังกฤษออกเป็นสองส่วน ปัจจุบัน กำแพงเฮเดรียนที่ทอดยาว 118 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในแนวพรมแดนโรมันที่ได้รับการอนุรักษ์และศึกษาอย่างดีที่สุดแห่งหนึ่ง กำแพงที่จักรพรรดิทรงออกแบบด้วยพระองค์เองเมื่อครั้งทรงเสด็จเยือนอังกฤษในปี ค.ศ. 122 สะท้อนพระประสงค์ที่ทรงต้องการกำหนดขอบเขตของจักรวรรดิโรมันได้อย่างชัดเจน (แอนดรูว์ เคอร์รี.2555 : 62 -79)
กำแพงเฮเดรียน
จักรพรรดิเฮเดรียนทรงต้องการสร้างกำแพงนี้ขึ้นมาอย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นแล้วว่า
เพื่อเป็นเส้นแบ่งชายแดนของจักรวรรดิและเพื่อป้องกันการปล้นสะดมจากเผ่าทางตอนเหนือ
นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าทหารโรมันใช้เวลา 6 - 8 ปี ในการสร้างกำแพงนี้
มีความยาวประมาณ 118 กิโลเมตร เดิมกำแพงนี้สร้างจากไม้และดิน
ต่อมาสร้างให้แข็งแรงขึ้นกลายเป็นกำแพงหินสูงซึ่งมีความสูงน่าเกรงขามถึง 4.5 เมตร
กว้าง 3 เมตร ( สุปรานี มุขวิชิต. 2549 : 11)
กำแพงนี้สร้างจากวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น กรวด ปูน หิน เป็นต้น
ปัจจุบันยังมีร่องรอยของคูลึกสามเมตรที่ขุดขนานไปกับแนวกำแพงปรากฏให้เห็นอยู่
การขุดค้นทางโบราณคดีพบถนนสายหนึ่งที่ตัดขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อช่วยให้ทหารรับมือข้าศึกได้สะดวก
แล้วยังมีประตูอยู่เป็นระยะๆ รวมทั้งหอคอยระวังเหตุทุกๆ 500 เมตร
ถัดจากกำแพงเข้าไปไม่กี่กิโลเมตร
มีการสร้างป้อมเป็นแนว แต่ละป้อมห่างกันชั่วระยะเดินทัพครึ่งวัน
มีขนาดใหญ่พอจุทหารได้ราว 500 ถึง 1,000 นาย
ทำให้สามารถรับมือการจู่โจมได้อย่างทันท่วงที โดยปกติกองทัพโรมันแบ่งออกเป็นหลายกองพล
โดยแต่ละกองพลจะมีทหาร 10,000 นาย ทหารเดินเท้าเรียกว่า ทหารราบ
เหนือขึ้นไปเป็นผู้บังคับกองร้อยซึ่งจะมีชุดเกราะที่หนักกว่าและสวมหมวกประดับด้วยขนนกสีแดง
เพื่อให้สามารถจำได้ง่าย ทหารมักจะถืออาวุธ 3 อย่างคือ หอก ดาบ และมีดสั้น
นอกจากนี้ยังมีชุดเกราะสำหรับป้องกันตัว อาวุธต่างๆ เหล่านี้ทำให้ทหารโรมันมีประสิทธิภาพมากในการรบ
นอกจากนี้ชาวโรมันยังมีเครื่องกระทุ้งขนาดใหญ่ เครื่องขว้างหิน
และคันธนูขนาดใหญ่ไว้ยิงลูกไฟใส่กำแพงของศัตรู (คอล,จอน ดี.2551 : 113)
หลังจากจักรพรรดิเฮเดรียนเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 138
แล้ว จักรพรรดิองค์ใหม่อันโตนินัส ไพอัส (Antoninus Pius) ก็ทรงหมดความสนใจกับกำแพงและทิ้งไว้ให้เป็นกำแพงรอง ขณะเดียวกันก็ขึ้นไปสร้างกำแพงใหม่ลึกเข้าไปในสกอตแลนด์ราว 160
กิโลเมตร (100 ไมล์) เหนือกำแพงเฮเดรียนเดิมที่เรียกว่ากำแพงอันโตนิน
กำแพงนี้ยาว 40 โรมันไมล์ (ราว 60.8 กิโลเมตรหรือ
37.8 ไมล์) และมีป้อมมากกว่ากำแพง เฮเดรียนมาก แต่กำแพงอันโตนินก็ไม่สามารถป้องการรุกรานชนเผ่าจากทางเหนือได้ เมื่อมาร์คัส ออเรลิอัส (Marcus Aurelius) ขึ้นเป็นจักรพรรดิโรมันพระองค์ก็ทรงเลิกใช้กำแพงอันโตนินและหันกลับมายึดกำแพง เฮเดรียนเป็นหลักตามเดิมในปี ค.ศ. 164 กองทหารโรมันยังคงประจำการที่กำแพงเฮเดรียนเรื่อยมาจนกระทั่งโรมันถอยจากบริเตน
ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5
วิเคราะห์ผลการศึกษา
ผู้เขียนมีความเห็นว่าสิ่งก่อสร้างนี้เป็นอนุสรณ์ที่ทำให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาถึงแนวคิด วิถีการดำรงชีวิต และการทำสงครามของอาณาจักรโรมัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนวิเคราะห์ก็คือการสร้างกำแพงนั้นไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใดก็ตาม สิ่งนี้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันตัวเองให้รู้สึกปลอดภัย เมื่ออยู่ในปราการอันเป็นที่กำบังภัยจากสิ่งต่างๆที่อยู่รอบด้าน ดังนั้นกำแพงจึงเปรียบเสมือนการขวางกั้นในแบบของรูปธรรม นั้นก็คือเป็นสิ่งที่กั้นพวกเขากับพวกเราไม่ให้ได้พบกัน ในแง่ของนามธรรมผู้เขียนมองในเรื่องจิตใจของมนุษย์ ซึ่งมักสร้างกำแพงขึ้นมาทั้งด้วย ความเกลียดชัง ความเครียดแค้น ความมักใหญ่ใฝ่สูง ฯลฯ กำแพงในจิตใจมนุษย์นี่น่ากลัวยิ่งกว่ากำแพงที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเป็นปราการป้องกันศัตรูที่มารุกรานเสียอีก เพราะว่ากำแพงที่เป็นปราการอาจถูกทำลายได้ด้วยฝีมือของศัตรูที่ต้องการจะทำลายและเข้าไปยึดครองดินแดนด้านในกำแพงนั้น ในทางกลับกันจิตใจของมนุษย์ถ้าหากก่อความเกลียดชัง ความโกรธ หรือทัศนคติไม่ดีมากขึ้นเท่าใด กำแพงนี้ก็จะมีความแข็งแกร่งมาขึ้นเท่านั้นจนไม่สามารถถูกทำลายได้ ถ้าหากบุคคลนั้นไม่เปิดใจ หรือไม่คิดที่จะทำลายกำแพงในจิตใจของตนเองให้ทลายไป ตราบนั้นชีวิตที่เต็มไปด้วยการขวางกั้นก็ไม่อาจพบกับความสุขที่แท้จริง หรือมิตรภาพจากบุคคลรอบข้างได้เลย ดังนั้นกำแพงที่ดีที่จะช่วยให้เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขนั่นก็คือ กำแพงแห่งความดีซึ่งช่วยให้เรามีความสุข และความปรารถนาดีกับทุกคน เพื่อต่อสู้กับความชั่วที่เป็นศัตรูตัวฉกาจที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์
บรรณานุกรม
คอล จอน ดี. (2551). เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก. กรุงเทพฯ
: อมรินทร์พริ้นติ้ง.
สุปรานี มุขวิชิต. (2549). ประวัติศาสตร์อังกฤษและราชวงศ์. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
แอนดรูว์ เคอร์รี. (2555). อารยธรรมโบราณ โลกตะวันตก.
กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ปาเจรา.
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2550). “กำแพงเฮเดรียน,”. เข้าถึงได้จาก :
hppt://www.travel.thaiza.com สืบค้นวันที่
17 กรฏาคม 2556.
Wilson, Roger J.A.,A Guide to the
Roman Remains in Britain. London: Constable&Company, 1980.
นับว่าเป็นบทความที่บอกให้ทราบถึงความเป็นมาอารยธรรมแห่งโรมัน และเป็นเรื่อวราวที่เจาะลึกลงในเรื่องเฉพาะ เเม้กระทั้งกำแพงที่มีความสำคัญยังสามารถเป็นประวัติศาสตรเเละสามารถเขียนเป็นบทความทางประวัติศาสตร์ ผมขอชมเชยความพยายามในสิ่งที่หลายคนมองข้าม เเต่ผู้เขียนผู้นี้มีความพยายามจริงๆ
ตอบลบภูริทร์ ศรา
เรื่องประทับใจ "กำแพงเฮเดียน" สำหรับผม ประวัติศาสตร์ สอนให้รู้ มองอย่างกว้าง กำแพงเฮเดียน เป็นสัญลักษร์ที่บอกว่า
ตอบลบการต่อสู้แย่งชิงดินแดนบางแห่งกลับได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นเราต้องมีความมุ่งมั่นรักษาสิ่งที่มีของตนอย่างรอบคอบ แทนที่จะขยายอำนาจอย่างไม่มีที่สิ้นสุดไปยังดินแดนยากไร้และเต็มไปด้วยชนเผ่าอารนายชนที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด
เหมือนกับสังคมในปัจจุบัน เราต้องสร้างฐานให้มั่งคงเสียก่อน แล้วเดินก้าวไปอย่างมั่งคง
จักรพรรดิเฮเดรียนทรงต้องการสร้างกำแพงนี้ขึ้นมาอย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นแล้วว่า เพื่อเป็นเส้นแบ่งชายแดนของจักรวรรดิและเพื่อป้องกันการปล้นสะดมจากเผ่าทางตอนเหนือ ทำให้เห็นว่าผู้นำสมัยก่อนจำเป็นต้องดูแลอาณาจักรและการสร้องกำแพงเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าเขาจะปลอดภัยอยู่หลังกำแพงนั้น
ตอบลบในฐานะของจักรพรรดิ เพื่อป้องกันจักรวรรดิที่กว้างใหญ่ไพศาลการสร้าง"กำแพงเฮเดียน"ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญช่วยปกป้องประชาชนจากการถูกรุกราน แต่ในสำหรับเราในฐานะคริสตชน เพื่อที่จะรัก ให้อภัย ห่วงใย อาธรต่อเพื่อนพี่น้อง "การทำลายกำแพงของตนเอง" ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน
ตอบลบกำแพงเฮเดรียนเป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่บอกกล่าวเรื่องราวในอดีต ถึงความยิ่งใหญ่ของอำนาจ จะด้วยเหตุผลของการป้องกันตนเอง หรือเพื่อการเอื้อในการปกครอง แต่ทั้งหมด ผมสะท้อนคำว่า "อำนาจ และกำแพง" คนเรายิ่งมีอำนาจมาก ก้ยิ่งสร้างกำแพงมากขึ้น ยิ่งมีทางเลือกมากก็ไม่สนใจผู้อ่อนแอ แต่จะสมาคมกับผู้ที่มีประโยชน์ แต่พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงสอนในทางตรงข้าม คือ ช่วยคนที่ไม่มีโออกาสช่วยเราได้ในโลกนี้ แต่รางวัลในสวรรคืของเรานั้นยิ่งใหญ่นัก
ตอบลบจักรพรรดิเฮเดรียนทรงต้องการสร้างกำแพงนี้ขึ้นมาอย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นแล้วว่า เพื่อเป็นเส้นแบ่งชายแดนของจักรวรรดิและเพื่อป้องกันการปล้นสะดมจากเผ่าทางตอนเหนือ
ตอบลบความคิดเห็นของ ประเสริฐ พิทักษ์คีรีบูน
ผมได้ทำเรื่องจักรพรรดิเฮเดรียนเช่นกัน เมื่อได้อ่านเรื่องนี้ประกอบทำให้เป็นถึงความทะเยอะยาน ความฉลาดรอบคอบ และการบำเรออำนาจของตนเอง .....ความยิ่งใหญ่ถูกทิ้งไว้เป็นวิทยาทาน แต่เมื่อเหลือแต่วิญญาณ แม้แต่กระดานก็เอาไปไม่ได้สักแผ่นเดียว
ตอบลบทุกครั้งที่ได้อ่านเกี่ยวกับอำนาจ ความรุ่งเรืองของจักรวรรดิโรมัน และได้ดูหนังที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาวโรมัน เห็นถึงพลัง ความแข็งแกร่ง ความเก่งกาจ ความบ้าบิ่น ความโหดร้าย ชัยชนะของชาวโรมัน และระบบความคิด ระบบการปกครองรวมถึงศิลปะแบบโรมันยังส่งผลมายังยุคปัจจุบันได้ แล้วมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้คิดถึงคำพูดของปัญญาจารย์ที่ว่า "...ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีสิ่งใหม่...ทุกอย่างมีวาระของมัน " และในเรื่องเกี่ยวกับการสร้างกำแพงนี้ ก็เช่นเดียวกันถูกสร้างในวาระที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ ในวาระปัจจุบันนี้กำแพงดังกล่าวเหลือแต่ซาก...ประวัติสอนให้เรายอมรับความจริง
ตอบลบเมื่อพูดถึงกำแพงเฮเดรียนซึ่งจุดประสงค์ในสร้างเป็นการป้องกันจักรวรรดิจากพวกอนารยชนทางเหนือ กำแพงในความคิดของผมบางครั้งเป็นการป้องกันแต่ในบางครั้งก็เป็นการทำลายตนเองเหมือนกัน จากเนื้อหาผมนำมาไตร่ตรองในชีวิต หากเราสร้างกำแพงของเราขึ้นมาภายในจิตใจ กำแพงนั้นจะเป็นกำแพงในการทำลายมากกว่าป้องกัน ผมชอบเรื่องนี้ครับสามารถเป็นข้อคิดให้กับชีวิตหลายอย่าง
ตอบลบกำแพงในโบราณบรรดาจักรพรรดิสร้างขึ้นเพื่อป้ปงกันการรุกรานเป็นส่วนใหญ่และบ่งบอกถึงอาณาเขตที่ตนเองปกครองแสดงถึงความยิ่งใหญ่ ส่วนในปัจจุบันนั้นสร้างกำแพงเพื่อบ่งบอกถึงอาณาเขตเท่านั้น แต่ที่จริงในช่วงหลลังสงครามโลกครั้งที่สองกำแพงหลายแห่งถูกทำลายเพื่อบ่งบอกถึงสันติภาพ เราเช่นกันควรทำลายกำแพงใจกำแพงแห่งอคติเพื่อสร้างสันติภาพในจิตใจเราเช่นกัน ปรีชา สหายแก่น
ตอบลบ