ชีวิตนักพรตตะวันออก
ในยุคแรกเริ่มของพระศาสนจักรตั้งแต่
ศต.1- 3 ซึ่งศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นศาสนาที่เป็นประจำอาณาจักรโรมัน
การประกาศข่าวดีเรื่องราวของพระเยซูเจ้าโดยบรรดาอัครสาวกและคริสตชนถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด
แต่พวกเขาก็ยังคงประกาศข่าวดีอย่างลับๆ มีคริสตชนกลับใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คริสตชนดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง แม้ว่าจะถูกเบียดเบียนอย่างรุนแรง คริสตชนหลายคนยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อรักษาความเชื่อ
ไม่ยอมละทิ้งศาสนา ส่งผลให้เกิดมรณะสักขี (Marty) จำนวนมากขึ้น
ในปี ค.ศ. 313 เมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินได้ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน
การเบียดเบียนสิ้นสุดลง โอกาสการเป็นมรณะสักขีมีน้อยลง
ชีวิตบำเพ็ญพรตในถิ่นทุรกันดารกลายเป็น วีรกรรมใหม่ เป็นแบบอย่างชีวิตในอุดมคติของผู้ที่ยอมสละโลก
ทำให้ คริสตชนบางคนเริ่มแยกตัวออกจากสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่ แล้วเข้าไปเจริญชีวิตการบำเพ็ญพรตอยู่ท่เปลี่ยวในทะเลทรายหรือถิ่นทุรกันดาร
เพื่อแสวงหาหนทางการดำเนินชีวิตมุ่งไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตนักพรตตะวันออกของพระศาสนจักร
ชีวิตอารามวาสี หรือว่า
ชีวิตนักพรตตะวันออก ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Monasticism ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคำว่า
Monachos ซึ่งมาจากคำว่า Monos ที่แปลว่า
สันโดษ หรือ ผู้เดียว หมายถึง วิถีชีวิตทางศาสนาที่นักบวชเน้นสละชีวิตทางโลกเพื่ออุทิศตนอย่างเต็มตัวให้พระเป็นเจ้า
นักบุญแอนโทนี (St.Anthony of Egypt ค.ศ. 251-356) ให้นิยามว่า
นักพรต หรือฤๅษี คือ
ต้องแสวงหาความสันโดดทั้งภายในและภายนอกเพื่อจะมอบถวายตัวทั้งครบแด่พระเป็นเจ้า (จอร์แดน
เอามานม์. 2534 :
63)
นักบุญบาซิล (St.Basil of Caesarea
ค.ศ. 330-379)
ให้นิยามว่า นักพรต คือ
คริสตชนผู้ปรารถนาชีวิตที่ดีและสามารถนำไปสู่ความรอด (สมชาย ทิทยาพงศ์พร. 2551 :
45)
ชีวิตอารามวาสี หรือเรียกว่า
วิถีชีวิตชีวิตนักพรตตะวันออกสมัยแรกเริ่ม ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
และกระจายทั่วไปในตะวันออกกลาง เช่น อียิปต์ ปาเลสไตน์ ซีเรีย และเมโสโปเตเมีย
เป็นต้น ผู้บำเพ็ญพรตเหล่านี้ถูกเรียกว่า นักพรตฤๅษี (Hermit) ซึ่งอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารเป็นสถานที่สงบเงียบ ซึ่งเหมาะสำหรับบรรดานักพรตในการบำเพ็ญภาวนา
แสวงหาหนทางในการเรียนรู้จักตนเอง (Self-knowledge) (สมชาย
ทิทยาพงศ์พร. 2556 : 3)ความปรารถนาของตนเองทั้งในด้านบวกและด้านลบ เรียนรู้อย่างมีสติ
รู้เท่าทันการปฏิบัติถูกต้องกับความคิด ความรู้สึก อารมณ์ แรงผลักดัน ความต้องการ
รับรู้บาดแผลในใจ และบาปต่างๆ เพื่อพระเป็นเจ้าทรงชำระ โดยอาศัยการนำของพระจิตเจ้า
การบำเพ็ญพรตและภาวนาอย่างจริงจังเพื่อให้สนิทสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้าสู่การบรรลุถึงชีวิตนิรันดร(eternal
life) ส่งผลทำให้มีจิตใจสงบ สะอาด บริสุทธิ์
และเป็นอิสระจากความอยากและกิเลสตันหาต่างๆ
วิถีชีวิตนักพรตตะวันออกในยุคแรกในช่วง ศ.ต. 4 ยังคงไม่มีระบบระเบียบที่ชัดเจนเหมือนดังเช่นอารามต่างๆในยุคปัจจุบัน
บรรดานักพรตมีการแข่งขันกันบำเพ็ญพรต ทำให้นักพรตบางคนมีพฤติกรรมแปลกประหลาด(เอกสารประกอบการสอน. บทที่ 4 : 12) อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตอารามวาสีมีการปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
จนกระทั่งมีการจัดระบบที่ชัดเจนเกิดขึ้น วิถีชีวิตอารามวาสีตะวันออกประกอบด้วย 2
รูปแบบ ดังนี้
1.วิถีชีวิตนักพรตที่อยู่โดดเดี่ยว (Eremitical life) ซึ่งบำเพ็ญพรตอยู่คนเดียว ในถิ่นทุรกันดาร
เราทราบจากงานเขียนที่สำคัญของนักบุญอาทานาซีอุส (St.Athanasius) เรื่อง The Life of St.Anthony ซึ่งท่านได้เล่าถึงประวัติของนักบุญแอนโทนี (จอร์แดน
เอามานม์. 2534 :
63)
นักบุญแอนโทนี แห่งอียีปต์ (St.Anthony of Egypt ค.ศ. 251-356) ว่า เมื่อนักบุญแอนโทนีอายุประมาณ 18-20
ปีหลังจาที่บิดามารดาเสียชีวิตไปหมดแล้ว ท่านต้องรับผิดชอบดูแลบ้านและน้องสาวซึ่งยังเล็กอยู่
วันหนึ่งในขณะที่ร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณในวัด ท่านได้ฟังพระวาจาและท่านรู้สึกว่าพระเป็นเจ้าตรัสแก่ท่านโดยผ่านทางพระวาจาที่ว่า
“ถ้าท่านอยากเป็นคนดีบริบูรณ์ จงไปขายทุกสิ่งที่มี มอบเงินให้คนยากจน และท่านจะมีขุมทรัพย์ในสวรรค์
และจงติดตามเรามาเถิด”(มธ.19:21)
ท่านตัดสินใจกลับไปขายทุกสิ่ง แบ่งส่วนหนึ่งให้กลับน้องสาว
และที่เหลือแจกจ่ายแก่คนยากจน (สมชาย ทิทยาพงศ์พร. 2551 :
40) หลังจากนั้น
ท่านเดินทางเข้าสู่ถิ่นทุรกันดาร ใช้ชีวิตสันโดษ บำเพ็ญพรต ภาวนา จำศีลอดอาหาร
และอ่านพระคัมภีร์ ในความเงียบท่านได้เรียนรู้จักตนเอง รู้เท่าทันกิเลสตันหาของตน
ต่อสู้กับการประจญจากปีศาจ ชาวบ้านที่พบเห็นท่านเรียกท่านว่า สหายของพระเจ้า
เมื่อผ่านไปประมาณยี่สิบปี ท่านจึงออกจากถิ่นทุรกันดาร
พระเจ้าทรงใช้ท่านในการรักษาคนเจ็บป่วย ขับไล่ปีศาจ และให้คำแนะนำวิญญาณแก่ทุกคน
ชีวิตความศักดิ์สิทธิ์ของท่านเปรียบเสมือนกับการปีนบันไดอาศัยความพยายาม
วิถีชีวิตนักพรตที่อยู่กึ่งโดดเดี่ยว
(Semi-eremitical
life) นักพรตกลุ่มนี้บำเพ็ญพรตอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
แต่ในวันเสาร์และวันอาทิตย์พวกเขาจะกลับเข้ามาร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ
และฟังคำแนะนำวิญญาณจากนักพรตที่เป็นผู้นำจิตใจ ซึ่งได้แก่ นักบุญอัมโมน (St.Ammon) ศิษย์ของนักบุญแอนโทนี
เป็นผู้นำบรรดานักพรตที่ตั้งชุมชนอารามอยู่ในเขตทะเลทรายนีตรีอา (Nitria) ประเทศอียิปต์ ตามหลักฐานของ Palladius เราทราบว่า
อารามเหล่านี้เคยมีนักพรตถึง 5000 คนทีเดียว (จอร์แดน
เอามานม์. 2534 :
64)
วิถีชีวิตนักพรตที่อยู่โดดเดี่ยวบำเพ็ญพรตอยู่คนเดียวในถิ่นทุรกันดารมีลักษณะเป็นปัจเจกบุคคล
กล่าวคือ ตนเองต้องออกแรงต่อสู้กิเลสต่างๆ และบำเพ็ญพรตเคร่งครัดต่อตัวเอง เมื่อมีผู้สนใจบำเพ็ญพรตมากขึ้น
พวกเขาก็เริ่มรวมตัวกัน และกลายมาเป็นวิถีชีวิตนักพรตแบบหมู่คณะ
2.วิถีชีวิตนักพรตแบบหมู่คณะ (Cenobitical life) เมื่อนักพรตมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น บรรดานักพรตจากที่เคยอยู่โดดเดี่ยว เริ่มมีการรวมตัวขึ้น
จำเป็นต้องมีการจัดระบบอารามที่แน่ชัดเกิดขึ้น
วิถีชีวิตนักพรตที่อยู่โดดเดี่ยวพัฒนามาสู่วิถีชีวิตนักพรตแบบหมู่คณะ
โดยนักบุญปาโคมีอุส และนักบุญบาซิล แห่งซีซารียา
ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชีวิตอารามวาสี (สมชาย ทิทยาพงศ์พร. 2551 :
42)
นักบุญปาโคมีอุส (St.Pachominus ค.ศ.290-349) เกิดที่เมืองตาเบ็นเนซี (Tabennesi) ในประเทศอียิปต์ ท่านได้กลับใจมาเป็นคริสตชน และในปี ค.ศ. 318 ท่านได้ตัดสินใจเข้าไปบำเพ็ญพรตอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
ใช้ชีวิตอย่างสันโดษประมาณ 6-7 ปี ต่อมาท่านรู้สึกว่า การดำเนินชีวิตสันโดดไม่เหมาะสมกับตนเอง
ท่านได้รับการดลใจจาก
พระเจ้าให้ท่านช่วยนำผู้อื่นให้มาใกล้ชิตพระเจ้ามากขึ้น ท่านเป็นคนแรกที่ได้สร้างอารามนักพรตในถิ่นทุรกันดาร
(สมชาย ทิทยาพงศ์พร. 2556 : 2) ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งแม่น้ำไนล์และเชื้อเชิญผู้ที่สนใจบำเพ็ญพรตมาอยู่ด้วยกัน
มีชีวิตหมู่คณะ ภาวนาและช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ แรกเริ่มสมาชิกยังไม่มากนัก
แต่ในเวลาต่อมาเริ่มมีสมาชิกเพิ่มขึ้น ดังนั้น
ผู้ที่สมัครเข้ามาจำเป็นต้องได้รับการเตรียมตัวอย่างดีและมีความพร้อมในการเจริญชีวิตร่วมกับหมู่คณะ
นักบุญปาโคมีอุสได้สร้างอารามเพิ่มขึ้นอีก
ในอารามแต่ละแห่งมีบ้านหลายหลังสำหรับนักพรตประมาณ 30-40 คนและสามารรับเพิ่มได้อีก
มีกำแพงล้อมรอบอาราม มีศาลาใหญ่อยู่กลางอารามสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ สวดภาวนาร่วมกัน
และรับประทานอาหาร ในอารามแต่ละแห่งจะมี อธิการ (Abbot)
เสมือนบิดาฝ่ายจิต ที่คอยแนะนำ อบรม แก่บรรดานักพรต บรรดาสมาชิกต้องนบนอบเชื่อฟังต่ออธิการ
ชีวิตหมู่คณะมีการแบ่งหน้าที่ทำงานเพื่อส่วนรวมและตอบสนองความต้องการของสมาชิก (สมชาย
ทิทยาพงศ์พร. 2551 : 41) ในด้านชีวิตจิต
สมาชิกจะภาวนาร่วมกันวันละ 3 ครั้ง
อ่านพระคัมภีร์และบทเพลงสดุดี
ในวันเสาร์และวันอาทิตย์จะร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณร่วมกัน
อธิการจะเป็นผู้อบรมสมาชิกอาทิตย์ละหลายครั้ง
เพื่อช่วยสมาชิกบรรลุความศักดิ์สิทธิ์
นักบุญปาโคมีอุสเน้นให้มีการกลับใจอย่างต่อเนื่อง มีความสม่ำเสมอในการทำหน้าที่
มีจิตใจอิสระและบริสุทธิ์เพื่อพบพระเป็นเจ้าในชีวิตของตนและเพื่อนพี่น้อง
นักบุญบาซิล (St.Basil of Caesarea
ค.ศ. 330-379) ได้รับการยกย่องว่า
บิดาแห่งอารามนิยมทางตะวันออก
ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการปฏิรูปชีวิตนักพรตทางตะวันออก ท่านเกิดที่เมืองซีซารียา
แคว้นคัปปาโดเซีย ประเทศตรุกี
ท่านได้รับการเรียกจากพระเจ้าให้เข้าสู่ชีวิตนักเพ็ญพรต
ท่านได้เดินทางไปฝึกฝนชีวิตนักพรตตามอารามต่างๆ ในอียิปต์ ซีเรีย เมโสโปเตเมีย
ท่านได้เริ่มตั้งอารามหลายแห่งขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 364 พระสังฆราชเอวเซบีอุสแห่งเมืองซีซารียาได้บวชท่านเป็นพระสงฆ์
ในปี ค.ศ. 370 ท่านได้สืบตำแหน่งพระสังฆราชแทนพระสังฆราชเอวเซบีอุส
ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้นำพระศาสนจักอย่างดี ต่อสู้คำสอนผิดๆของอารีอุส (Arianism) และเผยแพร่ชีวิตนักพรต
จากประสบการณ์ของนักบุญบาซิลที่ได้ไปฝึกฝนชีวิตนักพรตตามอารามต่างๆ
ท่านพบว่า มีนักพรตบางคนมีพฤติกรรมบำเพ็ญพรตที่แปลกประหลาด (เอกสารประกอบการสอน. บทที่ 4
: 12) ท่านจึงได้จัดระบบชีวิตนักพรตเพื่อให้มีระบบระเบียบมากขึ้น
ท่านเขียนพระวินัยขึ้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักพรตให้นักพรตดำเนินชีวิตแบบหมู่คณะตามบัญญัติแห่งความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์
(มธ.22:37-40) สนับสนุนให้นักพรตมีโอกาสศึกษาและดูแลคนยากจน
นักพรตดำเนินชีวิตอย่างเงียบสงบในอารม แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเพื่อรับใช้ผู้อื่น
มีการแจกจ่ายแก่คนยากจน มีที่พักแก่คนเดินทาง การนบนอบเชื่อฟังอธิการเป็นฤทธิ์กุศลอันดับแรกของนักพรต
การถือความยากจน และความบริสุทธิ์ ถือว่าเป็นฤทธิ์กุศลในการดำเนินชีวิต ซึ่งพระวินัยเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ
พระวรสาร
วิถีชีวิตอารามวาสีตะวันออกในช่วง ศ.ต.4 แม้ว่าในเวลาแรกเริ่มจะไม่ค่อยมีระบบระเบียบที่ชัดเจน
การบำเพ็ญพรตเป็นในระดับปัจเจกบุคคล แต่บรรดานักพรตต่างช่วยกันค่อยพัฒนาวิถีชีวิตนักพรต
ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาชีวิตฝ่ายจิตของคริสตชน จากชีวิตนักพรตแบบสันโดษไปสู่การบำเพ็ญพรตแบบหมู่คณะ
มีพระวินัยที่ปฏิบัติร่วมกัน ดำเนินชีวิตอยู่ร่วมด้วยความรักตามคุณค่าพระวรสาร
ในเวลาต่อมา วิถีชีวิตนักพรตนี้ยังขยายไปสู่พระศาสนจักรตะวันตกโดย นักบุญเยโรม
นักบุญยอห์น คัสเซียน และนักบุญเบเนดิกต์ และสิ่งเหล่านี้เป็นมรดกทางความเชื่อที่ตกทอดมาสู่คณะพระสงฆ์และคณะนักบวชต่างๆในปัจจุบัน
ซึ่งเราสามารถมองเห็นได้ เช่น การมีชีวิตหมู่คณะร่วมกัน การภาวนา
ความนบนอบต่อผู้ใหญ่ ความยากจน การถือโสดเพื่อพระอาณาจักร
และการทำงานอภิบาลรับใช้สังคม เป็นต้น วิถีชีวิตของนักพรต ไม่ใช่มีไว้สำหรับนักพรตเท่านั้น
แต่สำหรับคริสตชนทุกคน เพราะว่า เป้าหมายของคริสตชนคือ
การมีชีวิตสนิทสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้า และมีชีวิตนิรันดรร่วมกับพระองค์
เอกสารอ้างอิง
จอร์แดน
เอามานม์. (2534). ประวัติสภาพชีวิตฝ่ายจิตคาทอลิก. แปลจากเรื่องเดิม Christian
Spirituality in Catholic Tradition แปลโดย ไพบูลย์ อุดมเดช, บาทหลวง.
กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คณะมหาไถ่.
สมชาย
ทิทยาพงศ์พร, บาทหลวง. (2551). พัฒนาการวิถีชีวิตจิตคริสตชน. นครปฐม
: ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาวิชาการ
วิทยาลัยแสงธรรม.
สมชาย
ทิทยาพงศ์พร, บาทหลวง. (2556). จิตภาวนาและวิถีชีวิตนักพรตสมัยแรกเริ่ม. นครปฐม
:
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม.
เอกสารประกอบการสอนวิชาประวัติศาสตร์พระศาสนจักรสากล
ทว.261
ชีวิตที่ไม่แสวงหาสิ่งภายนอกเป็นการแสวงหา พระเจ้า อาศัยการถือพรต
ตอบลบผมอยากทราบว่า เมื่ออารรามนักพรตเหล่านั้น เมื่ออยู่รวมกันเเล้วกิจศรัทธาที่พวกเขาได้ทำเหมือกับสมัยนี้หรือเปล่าครับ
ตอบลบและอีกอย่างบรรดาอธิการอารามเหล่านั้น ( ฝ่ายชายน่ะครับ) ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์เหมือปัจจุบันหรือไม่ครับ
ถามต่อว่าพวอกที่เป็นนักพรตแต่ออกไปทำงานข้างนอกอารามนั้น พวกเขาไปทำอะไรอีกบ้างนอกจากไปช่วยคนจน และอื่นๆ ? ช่วยตอบหน่อยนะครับ
ตอบลบชีวิตนักบวช นักพรตนั้นควรดำเนินชีวิตอย่างเงียบสงบ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเพื่อรับใช้ผู้อื่น คือ อยู่ในโลกแต่ไม่เป็นของโลก โดยการแจกจ่ายแก่คนยากจน มีที่พักแก่คนเดินทาง และที่สำคัญนบนอบเชื่อฟัง พระเจ้าผ่านทางผู้นำสืบจากอัครสาวก
ตอบลบขอบคุณสำหรับบทความดีๆนี้ ที่รวบรวมเเนวการดำเนินชีวิตของบรรดาผู้เเสวงหาพระเจ้า ดังนั้นสิ่งนี้น่าจะช่วยให้คริสตชนผู้เเสวงหาพระเจ้าได้มีเเบบอย่างในการดำเนินชีวิตด้วย
ตอบลบอ่านแล้วได้รับความรู้และการพัฒนาในชีวิตจิตของยุคหนึ่งซึ่งเรียกว่า นักพรต ผมมีความคิดว่า บรรดานักพรตเหล่านี้ คงจะมีความต้องการพบพระเจ้า จึงสละความรุ่งเรืองหรือปัญหาบางอย่าง หรือจะเป็นการสละน้ำใจเพื่อเจริยชีวิตเรียบง่าย ดังนั้น อาศัยความเสียสละนี้ พระเจ้าได้ตอบแทนพวกท่านให้มีปรีชาญาณในการศึกษาพระวาจาและถ่ายทอดงานนั้น เก็บรักษา สืบทอดมาถึงเรา นอกจากนี้ยังมีวิทยาการต่างๆ ทางการศึกษา การแพทย์หรือการเกษตรด้วย
ตอบลบอ่านแล้วรู้สึกว่าอยากกลับไปอยู่ในยุคนั้นบ้างเป็นบางครั้ง ชีวิตนักพรตหรือนักบวชจะบ่งบอกถึงสถานการณ์ในยุคได้เป็นอย่างดี ชีวิตนักพรตมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งถือว่ามีความสำคััญอย่างมาในประวัติศาสตร์ แต่ละคณะได้ร้ับจิตตารมณ์ต่อๆกันมา เป็นสิ่งที่เสริมสร้างพระศาสนจักรและความเชื่อของมนุษย์ที่อยู่บนโลกต่อไป
ตอบลบนักพรตเป็นตัวอย่างที่ดีในการภาวนา ชีวิตคริสตชนก็สามรถเลือกที่จะเป็นนักพรตชั่วคราวบ้างก็ดี รู้จักหยุด รู้จักรำพึงภาวนา รู้จักพระเจ้าเป็นการส่วนตัว เหมือนที่บรรดาชาวพุทธพยายามหาเวลาไปนั่งสมาธิฟังธรรม ชีวิตคริสตชนก็ต้องพยายามหาเวลา ณจุดนี้บ้าง บางครั้งก็สาละวน แม้กระทั่งในเรื่องพิธีกรรมก็ตาม
ตอบลบ