วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

สิทธิชัย สัญญานธี

กฎหมายโรมัน

ช่วงเวลาของเสถียรภาพและความก้าวหน้า เป็นโอกาสให้มีการปรับปรุงกฎหมายของโรมัน ซึ่งจะเป็นมรดกสำคัญแก่โลกตะวันตกต่อไป  พัฒนาการของกฎหมายโรมันเป็นเช่นเดียวกันกับชนพวกอื่นๆ คือเริ่มจากเพียงกฎง่ายๆ และค่อยๆได้รับการขยาย แก้ไข และปรับปรุง จนกระทั่งครอบคลุมปัญหาต่างๆอย่างกว้างขวาง แม้จะเป็นเพียงแค่ปัญหาสามัญ ในยุคเริ่มต้นสาธารณรัฐ กฎหมายของโรมมิได้เขียนลงเป็นลายลักษณ์อักษร หากเป็นเพียงข้อตกลงที่ทำร่วมกันในสภาของประชาชน ข้อตกลงเหล่านี้จะอยู่ในความทรงจำหรือสำนึกของคนทั่วไปที่จะต้องปฏิบัติ การกำหนดกฎหมาย ยังอาจทำโดยพระเถระชั้นสูงของโรมคือ ปอนติฟ โดยปอนติฟจะให้คำแนะนำทางด้านกฎหมายแก่ผู้บริหารของโรม ปอนติฟยังมีหน้าที่ประกาศกฎหมาย และตัดสินคดีความต่างๆ กฎเกณฑ์ที่ปอนติฟใช้ในการตัดสินคดีความนี้คือธรรมเนียมหรือวิถีที่บรรพบุรุษเคยกระทำมา การต่อสู้ระหว่างชนชั้นพลีเบียนและแพทริเชียน เป็นผลให้ต้องมีการชำระกฎเกณฑ์ต่างๆ และเขียนลงเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร กฎหมายที่ชำระนี้คือ กฎหมาย 12 โต๊ะ กฎหมายนี้วางกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์ของชาวโรมันในเรื่องต่างๆ นับตั้งแต่งการแต่งงาน การรับมรดก กฎเกณฑ์เกี่ยวกับแพ่งและทางอาญา เสรีภาพของพลเมือง การตั้งสมาคมอาชีพและการนับถือหรือปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆเป็นต้น  กฎหมาย 12 โต๊ะนี้เป็นประจักษ์พยานของการดิ้นรนของชาวโรมัน ที่จะสร้างสังคมพื้นฐานอยู่บนหลักการของกฎหมายหรือหลักนิติธรรม ( Rule of law ) มิใช่การใช้อำนาจตามอำเภอใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือใช้ประเพณีซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงและอาจไม่ให้ประโยชน์และความยุติธรรมแก่ชนในสังคมอย่างเพียงพอ
                อย่างไรก็ดี การสร้างระบบกฎหมายของชาวโรมมันดังกล่าวนี้มิได้มีความสำคัญต่อความเจริญของระบบกฎหมาย เท่ากับการสร้างระบบการตีความกฎหมาย กล่าวคือ นับตั้งแต่ยุคเริ่มแรกมาแล้ว โรมจะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายคอยให้คำปรึกษาแบะแนะนำแก่ผู้ที่ต้องปฏิบัติการเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย ในระยะแรก ผู้เชี่ยวชาญคือปอนติฟ ในยุคหลังต่อมาผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เปลี่ยนเป็นผู้พิพากษา คณะผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะเขียนข้อแนะนำของตนลงไว้ในหนังสือหรือตำรา ซึ่งเหล่าผู้ทำงานทางด้านกฎหมายอาจใช้เป็นคู่มือในการปฏิบัติงานได้ ผลงานเหล่านี้มีคุณค่าอย่างสูงทั้งในแง่ความยุติธรรมและในแง่วิชาการ เพราะผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ มิได้ดำเนินอาชีพเกี่ยวกับกฎหมาย ทั้งยังทำงานเหล่านี้โดยไม่ได้ค่าจ้างตอบแทน ผลงานจึงเป็นที่ยอมรับในแง่ความสุจริตและเที่ยงธรรม ผลงานเหล่านี้ยังใช้เป็นประจักษ์พยานของอัจฉริยภาพในด้านกฎหมายของชาวโรมมันอีกด้วย
                อนึ่ง นโยบายทางด้านกฎหมายของเพรเตอร์ ซึ่งประกาศให้เป็นที่ทราบทั่วไปเมื่อแรกเข้ารับหน้าที่     ในรูปกฤษฎีกา ก็นับเป็นประจักษ์พยานของอัจฉริยภาพทางด้านกฎหมายของชาวโรมมัน ตลอดจนการแสดงให้เห็นพัฒนาการของระบบกฎหมายของโรมมันในแต่ละยุคด้วย เพรเตอร์ เป็นตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดรองจากกงสุล เลือกตั้งโดยสภาประชาชน และมีวาระการดำรงตำแหน่งเพียง 1ปี เพรเตอร์นี้ ระยะแรกมีเพียง 1คน แต่เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนกระทั่งถึง 8 คน การทำงานของเพรเตอร์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อได้รับเลือกตั้งจากสภาประชาชนแล้ว เพรเตอร์จะต้องประกาศนโยบายการปกครอง โดยพูดถึงกฎหมายที่ตนจะประกาศใช้เพื่อให้นโยบายการปกครองนั้นเป็นผลสำเร็จ ในระหว่างที่อยู่ในตำแหน่ง เพรเตอร์ยังต้องตัดสินข้อโต้แย้งระหว่างหลักการของกฎหมาย และแนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งมักเกิดขึ้นอยู่เสมอด้วย นอกจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปกครองของโรมและชาวโรมมันแล้ว เพรเตอร์บางคนได้รับมอบหมายให้ดูแลเกี่ยวกับกฎหมายและการปกครองชนชาติในอาณาจักรด้วย
                พัฒนาการของระบบกฎหมายของโรมันในแนวทางหนึ่งที่เราสังเกตเห็นได้คือการที่พยายามที่จะสร้าง หรือปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโรม กล่าวคือ เมื่อโรมได้ดินแดนเพิ่มขึ้น กฎหมายที่มีอยู่เดิมมักไม่ค่อยยืดหยุ่น หรือกว้างขวางพอแก่การใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชนชาติอื่นที่ไม่ใช่โรมมัน นอกจากนี้ ชนชาติอื่นที่ไม่ใช่โรมมันต่างก็มีกฎหมายเป็นของตนเอง ดังนั้นทางโรมจึงเห็นว่า ควรจะสร้างหรือปรับปรุงกฎหมายเสียใหม่ โดยให้กฎหมายนี้มีพื้นฐานอยู่บนหลักการแห่งความเสมอภาค และมีเหตุผลพอที่จะเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด แนวคิดนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นอิทธิพลที่ได้รับจากปรัชญาสโตอิกอันว่าด้วยภราดรภาพของมนุษย์ ทั้งนี้รวมทั้งอิทธิพลของความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทั่วไปแม้จะมีข้อแตกต่างกันมากมายสักเพียงใด ก็สามารถเข้าใจธรรมชาติ และปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับกฎธรรมชาติได้ ดังนั้นคณะลูกขุนผู้ร่างกฎหมายของโรมมัน   จึงพยายามค้นหาหลักการของกฎแห่งธรรมชาติ ที่จะถูกต้องเพื่อใช้เขียนกฎหมายประจำชาติของดินแดนโรมมัน ทั้งนี้ด้วยความเชื่อว่าหลักการเช่นนี้ย่อมมีอยู่
                คณะลูกขุนของโรมมันเริ่มกำหนดหลักการแห่งกฎหมายดังกล่าวในปลายสมัยสาธารณรัฐ หลักการดังกล่าวนี้ดัดแปลงจากประสบการณ์สามัญที่เชื่อว่าชนทั่วไปย่อมเคยได้รับ เพื่อที่กฎหมายที่ร่างขึ้นมาใหม่นี้จะมีลักษณะใกล้เคียงกับกฎธรรมชาติ จนสามารถดำรงอยู่และใช่ได้ไปตลอดชั่วนิรันดร์ข้อความในกฎหมายดังกล่าว ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า คนมีลักษณะร่วมกันทุกหนทุกแห่งแม้จะมีข้อแตกต่างกัน ก็จะมีชาติใดเล่าที่ไม่รักษามารยาทที่ดี ความเมตตากรุณาความรู้คุณ และความระลึกถึงคุณที่ได้รับ จะมีชนใดเล่าที่ไม่เกลียดชังคนเลว คนโหดร้าย และคนไม่รู้คุณ
                แนวคิดของโรมมันดังกล่าวนี้เห็นได้ชักว่ามีรากฐานมาจากคติของสโตอิกอีกเช่นกัน สโตอิกได้เสนอข้อคิดเห็นว่าตนคือใคร ใครย่อมไม่สำคัญเท่ากับตนคือ อะไรกล่าวคือถ้าคนๆหนึ่งดีก็ย่อมไม่แตกต่างอะไรเลย ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นชาวกรีกหรือชาวป่าเถื่อน จะเป็นทาสหรือเสรีชน จะร่ำรวยหรือยากจน เพราะสโตอิกเห็นว่า คนๆหนึ่งต้องไม่พึงวัดกันด้วยฐานะที่สัมพันธ์กับคนอื่น แต่วัดด้วยสิ่งที่เขาเป็นอยู่ในฐานะบุคคล
                ในยุคศตวรรษที่ 2 สถาบันที่ออกกฎหมายเป็นส่วนใหญ่คือสภาเซเนท กฎหมายเหล่านี้ โดยหลักการแล้วคือการแสดงเจตจำนงขององค์จักรพรรดิ สภาประชาชนในยุคนี้ไม่มีบทบาทใดๆในการออกกฎหมาย นอกจากกฎหมายของสภาเซเนทแล้ว ยังมีคำสั่ง  กฤษฎีกาและโองการต่างๆ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ออกจากราชสำนักของพระจักรพรรดิ ในกรณีที่ผู้บริหารต่างๆ ขอคำหารือหรือการสั่งการเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ อย่างไรก็ดี จักรพรรดิมิได้เป็นผู้รับผิดชอบในการสั่งการ หรือคำตัดสินต่างๆเหล่านี้เสียทั้งหมด จักรพรรดิทรงมีคณะผู้ทำงาน เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นผู้ช่วย คณะผู้ทำงานเหล่านี้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายซึ่งจักรพรรดิเป็นผู้แต่งตั้งขึ้น การมีอำนาจรวมศูนย์การสั่งการทางด้านกฎหมายเช่นนี้   ทำให้ไม่เกิดปัญหาการตีความหมายต่างกันหรือขัดแย้งกัน คณะลูกขุนหรือผู้ทำงานด้านนี้ ได้เขียนตำราทางด้านกฎหมายขึ้นไว้เป็นอันมาก ผลงานเหล่านี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานที่ดี สูงค่า  และสามารถดำรงอยู่ต่อมาได้หลายชั่วอายุคน
                จากที่กล่าวมานี้ จึงสรุปถึงกฎหมายโรมมันนี้ได้ว่า    เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของอารยธรรมตะวันตก เพราะเป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นจากหลักยุติธรรม เสมอภาค และเหตุผล กฎหมายเหล่านี้มีเนื้อความที่สอดคล้องกันและไม่มีตอนใดขัดแย้งกันเลย จุดอ่อนของกฎหมายอาจมีอยู่บ้าง เช่นผู้ยากจนถูกปฏิบัติจากศาลรุนแรงกว่าผู้ที่ร่ำรวย ผู้ประกอบอาชญากรรมต้องได้รับโทษรุนแรงในลักษณะที่เป็นบุพกาล กระนั้นก็ตามหลักการแห่งกฎหมายก็เป็นคุณค่าที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป แม้จักรพรรดิจะต้องดำเนินตามกฎหมาย จะกระทำการตามอำเภอใจไม่ได้  กฎหมายเหล่านี้ร่างขึ้นในลักษณะที่พยายามครอบคลุมปัญหาทุกด้าน สามารถปรับใช้ได้ทุกสถานการณ์ แม้ในยามที่จักรพรรดิเผชิญกับปัญหาร้ายแรง กำหมายนี้ยังได้มีการชำระปรับปรุงกันอยู่เสมอ ในศตวรรษที่ 2 ในสมัยของจักรพรรดิเฮเดรียน ได้โปรดให้ชำระประมวลกฎหมายของเพรเตอร์ ในอีกสองศตวรรษต่อมา จักรพรรดิทีออโดซิอัส (ค.. 438) ได้โปรดให้ชำระกฤษฎีกาและโองการต่างๆ ของจักรพรรดิทั้งมวล การชำระประมวลกฎหมายที่สำคัญและเป็นครั้งสุดท้ายกระทำในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียนแห่งซันทีน ระหว่าง ค.. 529-536   กฎหมายที่ชำระในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 4 ภาค  คือภาคสถาบัน(กฎหมายหลักที่สำคัญ) ภาคคำอธิบายและตีความของคณะลูกขุนเกี่ยวกับกฎหมายต่างๆ ภาคกฤษฎีกาของจักรพรรดิ  และภาคกฎหมายใหม่ ประเทศยุโรปในปัจจุบันเกือบทุกประเทศใช้กฎหมายโรมมันเหล่านี้เป็นหลักในการบัญญัติกฎหมายของตน      

บรรณานุกรม
มัทนา   เกษกมล(ผู้แปล).   ’อารยธรรมตะวันตกยุคโบราณ’   กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์สาระ,2538.
ฮักซ์ลี่, จูเลียน, เซอร์ และคนอื่นๆ. วิวัฒนาการแห่งความคิดมนุษย์และโลก.                                               
แปลจาก  The Growth of Ideas :   Man and the World. โดย จุฑาทิตย์   อุมะวิชนี.   กรุงเทพมหานคร  อมรินทร์การพิมพ์, 2526.
โฮลลิสเตอร์,   ซี.   วอร์เรน.   รากฐานของวัฒนธรรมตะวันตก.   แปลจาก   Roots of Western Tradition     
โดย   วไล  ณ  ป้อมเพชร. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สร้างสรรค์, 2524.
Barn,   Harryn   Elmer.   An Interllectual and Cultural  History of Western World.  Vol.l. 3d. revsed.  
New York  :  Dover Publication,  Inc.,   1965.

                                 

                

9 ความคิดเห็น:

  1. เป็นกฎที่ใช่ในอาณาจักรที่ปกครองสมัยนั้นคือโรมัน

    ตอบลบ
  2. เท่าที่ผมศึกษามาไม่ใช่เพียงเเค่กฏหมายเพียงเท่านั้นครับที่วิชาต่างในปัจจุบันนำมาเป็นวิทยาการเเม่เเบบ อย่างเช่นวิชาการปกครอง รัฐศาสตร์ กฏหมายในวิชารัฐศาสตร์ก็มีรากฐานมาจากชาวโรมันเช่นกันครับ

    ตอบลบ
  3. ขอบคุณ สำหรับบทความดีๆ ครับ

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ27 กันยายน 2556 เวลา 19:53

    โรมันเป็นชาติที่รับอารยธรรมของกรีกมาอีกทีหนึ่ง เเละพัฒนาเป็นของตัวเองเเละทำได้ดีกว่าด้วย เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

    ตอบลบ
  5. ทุกกฎหมายที่เราตั้งขึ้น ยอมมีจุดอ่อน และไม่อาจใช้ได้ทุกพื้นที่ เพราะต่างที่ต่าง วัฒนธรรมกัน แต่เราต้องขอบคุณบรรดาผู้ตั้งกฏหมาย ทำให้เรามีแนวทางต่อยอด เพื่อใช้ในทางทำให้สังคมสงบสุขมากที่สุด

    ตอบลบ
  6. Canon Law ที่ยังคงมีใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ เราได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก ความพยายามของเหล่านักวิชาการ นักกฏหมายที่ได้วางรากฐานและจัดระบบการด้านกฎหมาย นั่นคือคุณค่าที่ยังคมีอยู่ ตลอดหลายยุคที่ผ่านมา ดังนั้น ชีวิตก้ควรจะเป็นเช่นนี้ มองอดีตด้วยรู้คุณค่า มองอนาคตข้างหน้าด้วยความหวัง

    ตอบลบ
  7. ทำให้เราได้รับรู้และรับทราบเกี่ยวกับการพัฒนาการของกฎหมายของชาวโรมัน ซึ่งกฏหมายนั้นเป็นดังรากฐานในการดำรงชีวิตเพื่อความถูกต้องและความสงบสุขในการอยู่รวมกันในสังคม
    ความคิดเห็นโดย ประเสริฐ พิทักษ์คีรับูน

    ตอบลบ
  8. ระบบการปกครอง กฎหมายของชาวโรมัน มีความสำคัญต่อจักรวรรดิในสมัยนั้นอย่างมาก ถือว่าเป็นกฎหมายที่มีคุณภาพและได้ผลในการปกครองดูแลประชากร จากกฎหมายนั้นเองที่ยังส่งผลมาจนถึงปัจจุบันในการปกครองของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก เราได้นำรูปแบบและการปกครองในสมัยนั้นมาใช้และยังคงใช้ต่อไป กฎหมายเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่ากฎหมายคือความรักและความเมตตาที่มนุษย์มีให้แก่กนและกัน ถ้าโลกนี้มนุษย์รัักกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันกฎหมายก็ไม่มีปัญหา

    ตอบลบ
  9. รูปแบบกฏหมายของชาวโรมันกลายเป็นรูปแบบกฏหมายของทั้งโลกและของพระศาสนจักร ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้มนุษย์รู้จักสร้างกฏเพื่อความดีของส่วนรวม แต่อนิจจามนุษย์บางกลุ่มกลับใหช้กฏหมายเพื่อความเลวของตนเอง

    ตอบลบ