วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

สมหมาย โสภาโอภาส

พระวรสารของ มารีย์ มักดาลา
พระเยซูเจ้าและสาวกหญิงคนแรกของพระองค์   โดย  Karen L. King
                พระวรสารของ มารีย์ มักดาลา ได้เขียนขึ้นในต้น ศต ที่ 2 ได้สูญหายไปนานกว่า 150 ปี ถูกค้นพบในปลายศต. ที่ 19 ซึ่งเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ตอนบนของประเทศอียิปต์ และถูกซื้อไปโดยนักบัณฑิตชาวเยอรมัน Carl  Reinhardt แล้วนำมายังกรุงเบอลินในปี คศ. 1896   แปลและตีพิมพ์เป็นภาษากรีกใน ศต.ที 20 แต่คัดลอกยังไม่สมบูรณ์  นั่นหมายความว่ามากว่าครึ่งสูญหายไป
                เป็นการบันเรื่องราวและข้อคำสอนของพระเยซูเจ้า ในด้านวิถีแห่งชีวิตจิต ไม่ได้พูดถึงเรื่องราวพระมหาทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้า แต่พูดถึงบทบาทการเป็นผู้นำของสตรีในสมัยคริสตชนแรกเริ่ม ว่ามารีย์ได้กระตุ้นและเสริมสร้างกำลังใจแก่บรรดาอัครสาวกในการประกาศข่าวดี ที่มารีย์ได้จากภาพนิมิต ซึ่งแตกต่างไปจากพระวรสารทั้ง 4 เล่มแน่นอน เป็นการบันทึกเรื่องราวการสนทนาระหว่างพระเยซูเจ้ากับสานุศิษย์ของพระองค์ หลังจากทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ คำถามเกี่ยวกับวันสิ้นโลกและธรรมชาติของบาป 
                พระวรสารของ มารีย์ มักดาลา มาจากมไหน ? พบว่าผลงานบางชิ้นที่ได้หายไปและถูกพบใน Nag Hammadi ซึ่งถูกแปลเป็นภาษาเยอรมันลได้ตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกใน คศ. 1955 แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ที่พบเป็นภาษา Coptic ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมของชาวอียิปต์ ที่เราเรียกว่า “Copts             ปัจจุบันชิ้นส่วนที่เป็นภาษากรีก ถูกจดลิขสิทธิ์ของห้องสมุด Rylands ในแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และได้ตีพิมพ์ออกสู่สาธารณะในปี คศ. 1938 โดย CH. Roberts. ต่อมาพบว่าบางส่วนถูกเก็บไว้ในห้องสมุด Oxford และไดกระจัดกระจายไป แต่ปัจจุบันได้พบชิ้นส่วนสำคัญ 3 ชิ้นด้วยกัน ซึ่งยังคงอยู่ทั้งที่เป็นต้นฉบับภาษากรีกและภาษา Coptic อยู่
                 พระวรสารของ มารีย์ มักดาลา เป็นผลงานที่น่าสนใจที่แฝงด้วยธรรมล้ำลึก และมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่ หน้า 1-6 ของบทที่ 1-3 นั้นสูญหายไป ดังนั้นเนื้อหาของพระวรสารจึงเริ่มต้นที่หน้า 7 คือ บทที่ 4 ในข้อที่ 25 ได้บันทึกไว้ว่า “เปโตรบอกกับเขาว่า หลังจากที่ท่านได้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างแก่เราแล้ว จงบอกกับเราด้วยว่าอะไรคือบาปของโลก” พระอาจารย์จึงตอบว่า “ไม่มีบาป โดยธรรมชาติเป็นอิสระ แต่เป็นตัวท่านที่ทำบาป เมื่อท่านทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะการกระทำผิดเรื่องเพศ นั่นคือบาป ”
                เรื่องราวพระวรสารบทที่ 5 ข้อ 5 เขียนไว้ว่า เปโตรกล่าวกับมารีย์ว่า “น้องสาวเรารู้ว่าพระอาจารย์ทรงรักท่านมากกว่าสตรีใดๆ (เปโตรรู้ว่าพระเยซูเจ้าและมารีย์เป็นสามีภรรยากันและทำงานด้วยกันในที่ศักดิ์สิทธ์ ซึ่งเป็นศูนย์ของวิญญาณที่เราเรียกว่า Alchemy หรือ White tantra และเปโตรได้บอกกับมารีย์อีกว่า กรุณาเล่าเรื่องที่พวกเรายังไม่เคยได้ยินมาเธอยังจำไดบ้างไหม? มารีย์ ตอบว่า สิ่งที่ถูกปิดบังท่าน ฉันจะประกาศให้ท่านทราบ  แล้วเธอก็เริ่มกล่าวว่า “ฉันได้เห็นพระอาจารย์ในนิมิต และฉันบอกแก่ท่านว่า ดิฉันได้เห็นท่านในภาพนิมิตของวันนี้” ท่านกล่าวกับฉันว่า “เป็นบุญแก่เท่าที่ไม่ได้หันเหไปจากสายตาข้าพเจ้า เพราะว่าจิตใจอยู่ที่ใด ทรัพย์สมบัติก็อยู่ที่นั่น” (ในสวรรค์)
                ในหนังสือที่มีชื่อว่าพระวรสารของ มารีย์ มักดาลา พระเยซูเจ้าและสาวกหญิงคนแรกของพระองค์ เล่มนี้ มีทั้งหมด 204 หน้า จำนวน 14 บท แบ่งออกเป็น 3 ภาค ซึ่งสามมารถเห็นได้ดังนี้
ภาคที่หนึ่ง                            พระวรสารของ มารีย์ มักดาลา
                                                บทที่  1                  เป็นบทนำ
                                                บทที่  2                  เป็นคำแปล และ บทความ
                                                บทที่  3                  เป็นพระวรสาร การเผยแสดง และการเสวน
ภาคที่ สอง                            บทเทศนาของพระเยซูเจ้าในพระวรสารของ มารีย์ มักดาลา
                                                บทที่  4                  ร่างกาย และ โลก
                                                บทที่  5                  บาป กาสรตัดสินลงโทษ และ กฎหมาย
                                                บทที่  6                  บุตรแห่งมนุษย์
                                                บทที่  7                 พันธกิจ และ จิตใจ
                                                บทที่  8                  การกลับเป็นขึ้นมาของวิญญาณ
                                                บทที่  9                  การโต้แย้งเกี่ยวกับคำสอนของมารีย์ มักดาลา
ภาคที่ สาม                            พระวรสารของ มารีย์ มักดาลาในสมัยคริสตชนแรกเริ่ม
                                                บทที่  10               ธรรมประเพณีของพระเยซูเจ้า
                                                บทที่  11               นักบุญเปาโล
                                                บทที่  12               พระวรสารของนักบุญ ยอห์น
                                                บทที่  13               บรรดาอัครสาวก
                                                บทที่  14               ประวัติศาสตร์ของคริสตชน             

                จากการที่ผมได้อ่านศึกษามา พบว่าเนื้อต่างๆในหนังสือเล่มนี้มีความน่าสนใจอย่างมาก และก็ได้คัดเลือกมาเฉพาะเพียงบางบทเท่านั้นแล้วแปลเป็นภาษาไทย เช่น ตัวอย่าง บทที่ 6
ตัวอย่าง บทที่ 6 “บุตรแห่งมนุษย์”
                ในบทนี้ได้กล่าวถึงบุตรแห่งมนุษย์ที่ว่า ความเชื่อนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับหลักปรัชญาประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง  ซึ่งเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ คือ พระเจ้า และได้อ้างถึงนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ คือ Plato ผู้มีผลงานที่โดดเด่น ในเรื่องโลกแห่งมโนคติ     ซึ่งพลาโต ได้วาด
มโนภาพของมนุษย์ ในภาพลักษณ์ของความเป็นชาย ที่ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมดเหมือนกับพระสารของมารีย์
มักดาลา และในพระวรสารบทที่ 6 นี้ มีภาษาปรากฏออกมาซึ่งคล้ายกับบทจดหมายที่นักบุญเปาโลได้เขียนถึงชาว (เอเฟซัส. 4: 13) และ (โคโลสี 1: 8) แต่ทั้งสองฉบับที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษก็ยังคลุมเครือไม่ค่อยชัดเจนนัก  แต่สำหรับคำแปลในพระวรสารของมารีย์ มักดาลานั้น มีความสมบูรณ์เป็นธรรมชาติ ซึ่งกล่าวถึงบุตรแห่งมนุษย์ว่าไม่ได้หมายถึงพระเยซูเจ้าเท่านั้น ในการแปลโดยทั้งหมดควรมีความชัดเจน ไม่คลุมเครือในความจริงตามธรรมเนียมที่ถือว่า ภาพของความเป็นมนุษย์นั้นเป็นชายทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เพราะความบังเอิญหรือเกิดจากความเคยชิน ในธรรมเนียมนี้ได้สะท้อนถึงการให้คุณค่าตามประเพณีของชาวเมดิเตอรันกันซึ่งนำเอาภาพของความเป็นชายเป็นตัวแทนของ ความสมบูรณ์ ความมีอำนาจ สิ่งที่อยู่เหนือกว่า (ตัวอย่างในด้านปรัชญา คำถามและคำตอบที่อยู่ใน พระคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิมในหนังสือปฐมกาล 4: 15  ) พระวิญญาณนั้นมีอยู่อย่างที่เคยมีมาก่อนซึ่งประทับอยู่ในหนึ่งส่วนสี่ของความเป็นชาย หนึ่งส่วนสี่ของความเป็นหญิง ณ ที่นี้ในเพศชายเป็นที่อันเหมาะสมในความคิดที่ว่า มีความฉลาด ความแข็งแรง ความยุติธรรม ความรอบคอบ มีความศรัทธาเปี่ยมด้วยอิสรภาพและความกล้าหาญ มีคุณสมบัติคล้ายกับปรีชาญาณ ) และพระวิญญาณนั้นก็อยู่ในความเป็นผู้หญิงด้วยเช่นกัน ที่กล่าวถึงกิเลส ตัณหา  ความกลัว ความเศร้า  ความปรารถนาและความพึงพอใจ ซึ่งในความคิดผู้หญิงแล้วเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเป็นผู้ติดตามซึ่งไม่สมเหตุสมผลกัน ผลที่ตามมาก็คือเป็นความอ่อนแอที่ไม่อาจขจัดออกได้และเป็นโรคที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วย
               
                อีกตัวอย่างหนึ่งในบทที่ 9 ข้อที่ 35 ( Ricci Mary Magdalene ) ได้เขียนบันทึกไว้ว่ามารีย์นั้นเป็นองค์อุปถัมภ์และเป็นผู้แทนของบรรดาสตรีทั้งหลาย เธอได้กล่าวถึง R.P. Baden ว่าเป็นแบบอย่างที่ได้ให้คุณค่าและความหมายในเรื่องบทบาทของสตรี โดยให้ความเห็นว่า ในขณะที่พระเยซูเจ้าคงไม่ได้มีความปรารถนาให้สตรีเข้ามามีบทบาทหน้าที่ในการประกาศข้อคำสอนของพระองค์ ในเมื่อสตรีเป็นเพศที่มีธรรมชาติที่อ่อนแอ เบาะบางและความสุภาพเรียบร้อย พระองค์ไม่มีวันที่จะอนุญาตให้พากเธอรับใช้ผู้ชาย หรือว่าจะเป็นในเรื่องวัตถุสิ่งของต่างๆ ก็ตาม เพื่อปล่อยในสตรีนั้นมีอิสรภาพในเรื่องการประกาศข่าวดี
                Schaberg ได้ชี้ให้เห็นอีกว่าประเพณีนี้ไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ โดยทานได้อ้างถึง Luise schoterroff ที่กล่าวว่า “ในขณะที่บรรดาสตรีทำหน้าที่บริการและรับใช้นั้น เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงตำแหน่งอำนาจของการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะถูกมองข้ามในบทบาทหน้าที่ด้านการเงิน การรับผิดชอบต่อความต้องภายนอกของผู้ชาย โดยจำจัดให้อยู่ในบริบทความเป็นส่วนตัวมากกว่าการเข้ามามีบทบาทในสังคมสาธารณะ (The resurrection of Mary Magdalene, 265)

สรุปสิ่งที่ได้รับ
                จากการที่ผมได้อ่านและศึกษาเกี่ยวกับพระวรสารของ มารีย์ มักดาลา มาแล้วทำให้ผมไดเห็นคุณค่าและความสำคัญของหนังสือเล่มนี้อย่างมาก  แม้ว่าจะเป็นหนังสือที่ถูกจัดว่าอยู่นอกในสารระบบก็ตาม ผมพบว่าในหนังสือเล่มนี้มีประวัติความเป็นมา เนื้อหาที่บันทึกเรื่องราวและเหตุการณ์ในสมัยพระเยซูเจ้าไว้ อย่างน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาของพระเยซูเจ้ากับบรรดาศิษย์ของพระองค์ การตอบคำถามเกี่ยวกับบาปและวันสิ้นโลก ซึ่งเนื้อหาโดยส่วนใหญ่แล้วยอมรับได้ แต่เพียงบางส่วนที่ยอมรับไม่ได้จริงๆเพราะเขียนต่างจากคำสอนข้อความเชื่อที่พระศาสนจักรยืนยันประกาศสั่งสอนไว้ เช่นเรื่องบางตอนเน้นที่พระเยซูเจ้ากับ มารีย์ มักดาลา มากไป เช่นพูดถึงการแต่งงานระหว่างพระเยเจ้ากับ มารีย์ มักดาลา มีเนื้อหาบางตอนที่ขัดแย้งกับสิ่งที่พระศาสนจักรสั่งสอนอย่างสุดโต่ง การลดทอนสถานภาพความเป็นพระเจ้ามาเป็นมนุษย์สามัญชนเป็นต้น ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นเป็นผลงานของพวกที่มีความเชื่อต่างจากเรา หรือกลุ่มที่ไม่เชื่อในพระเยซูเจ้าโดยการจับผิด หาจุดอ่อนและข้อบกพร่องโดยให้เหตุผลที่น่าเชื่อถือ เพราะศาสนาจักรเองก็มีศัตรูเยอะ แม้แต่ในสมัยพระยูเจ้าเองมีพวกนี้อยู่แล้ว
                หลังจากที่ผมอ่านจบแล้ว คำถามแรกที่ผมถามตัวผมเองก็คือ ทำให้ผมเสียความเชื่อหรือเปล่า ถ้าไม่ผมจะศึกษาเพิ่มเติมมากขึ้น และใช้วิจารณญาณในการอ่านศึกษา โดยมีเงื่อนไขที่ว่าผมจะต้องมีจุดยืน คือยืนหยัดในหลักคำสอนข้อความเชื่อของพระศาสนจักรต่อไป 
                แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือที่น่าสนใจ น่าศึกษาก็จริง แต่พอผมได้ศึกษาลึกลงไปในรายละเอียดมากขึ้นแล้วพบว่า หนังสือเล่มนี้เกิดจากการรวบรวมชิ้นเอกสารหลายชิ้นมารวมเป็นเล่ม ซึ่งไม่รู้ว่าฉบับไหนเป็นต้นฉบับ มีผู้เขียนหลายคน แปลเป็นหลายภาษา และยังไม่แพร่หลายถูกเก็บไว้ในห้องสมุดของสหรัฐและอังกฤษเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังไม่เป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มคริสตชนของเรา มีความน่าเชื่อถือน้อย

------------- “The Gospel of Mary.Pp.357-66 in The complete Gospels Annotated Scholar Version.Ed.Robert J. Miller. Rev. and  Ex.edition.sonoma, CA:Pole bridge Press, 1994.
------------- “Writing Gospel or Oral tradition.Journal of Biblical Literature 113.2,1994

-------------Elliot J.K. The Apocryphal Jesus .Oxford University Press, Newyork.1996.

8 ความคิดเห็น:

  1. หนังสือ Apocrypha นี้อย่างที่เราทราบกัน คือหนังสือต้องห้ามในพระศาสนจักร เมื่อมีการเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ควรใส่วัตถุประสงค์ในการเขียนลงไปด้วยครับ เผื่อคนอื่นผู้ไม่รู้ นำไปใช้เเละมันอาจจะเกิดข้อขัดเเย้งก็เป็นได้ครับ หรือลงท้ายว่าเป็นประเภทหนังสือเสริมความรู้เท่านั้นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำสอนของพระศาสนจักรรับรองครับ

    ตอบลบ
  2. เห็นด้วยกับคอมเมนต์แรก แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยอ่านมาก่อน ดีครับ ถือเป็นการแนะนำไปในตัวว่าเรามีหนังสือที่ไม่รองรับ พวกนี้อยู่ด้วย

    ตอบลบ
  3. พระวรสารของ มารีย์ ผมก็ไมเคยทราบมาก่อนเหมือนกัน เป็นประโยชน์มาก ที่จะทำให้เราสามารถมองพระคัมภีร์จากหลายๆ มุม เพื่อเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ27 กันยายน 2556 เวลา 20:51

    ผมว่าพระศาสนจักรมีการตรวจสอบเเละรับรองการเขียนที่ถูกต้อง จึงทำให้พวกเรามีความเชื่อที่ถูกต้องเหมืนอกัน

    ตอบลบ
  5. เรื่องราวของแม่พระเขียนหนังสือ ไม่เคยได้รับทราบในเนื้อหาประเภทนี้เลย แต่หากพิจารณาความเป็นจริงถึง บุคคลที่ชื่อ มารียืที่บันทึกในพระคัมภี์แล้ว พบว่า พระนางมีบุคลิกพุดน้อยและมีบทบาทน้อยมาก แต่หากจะมีพระวรสารก้คงไม่แปลก เพราะพระนางก้มีโอกาสฟังพระวาจาของพระบุตรบ่อยครั้ง มีความเป้นไปได้ แต่พระศาสนจักรไม่ได้รับรอง หากมีคำถามว่า ทำไมไม่รับรองนั้น เห็นจะต้องพิจารณาอีกหลายประการ ขอบคุณที่ให้ความรู้ใหม่ครับ

    ตอบลบ
  6. ดูที่ความเชื่อและความศรัทธาที่เขามีต่อพระเยซูเจ้า และการอุทิศชีวิตเพื่อพระองค์แค่นี้พอ

    ตอบลบ
  7. อาจเป็นเพราะสมัยนั้น ผู้หญิงไม่สามารถพูดในที่ประชุมได้ เป็นพระเพณีที่ถือกัน แม้บางคริสจักร ในปัจจุบันก็ยังไม่ยอมรับการเทศนาของผู้หญิง ข้อนี้พอจะเป็นคำตอบได้ส่วนหนึ่ง ว่าทำไมผู้หญิงจึงไม่มีบทบาทเท่าไรนัก

    ตอบลบ
  8. แค่เอ่ยว่า พระเยซูทรงเป็นสามี ภรรยา ก็ผิดต่อพระวจนะ แล้ว เราเคยดูหนังเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับพระเยซู แล้วดูไปดูมากลายเป็นพระเยซูได้มีความสำพันธ์แบบสามีภรรยากับมารี งงไปเลย บอกได้เลยว่าคงมาจากเรื่องนี้แน่ๆ อะไรที่กล่าวผิดจากพระวจนะของพระเจ้าก็เท็จ เพราะพระวจนะคือความจริงนอกเหนือจากนั้นเท็จ

    ตอบลบ