พระวรสารของ มารีย์ มักดาลา
พระเยซูเจ้าและสาวกหญิงคนแรกของพระองค์ โดย Karen L. King
พระวรสารของ มารีย์ มักดาลา ได้เขียนขึ้นในต้น ศต ที่ 2
ได้สูญหายไปนานกว่า 150 ปี ถูกค้นพบในปลายศต. ที่ 19
ซึ่งเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ตอนบนของประเทศอียิปต์ และถูกซื้อไปโดยนักบัณฑิตชาวเยอรมัน
Carl Reinhardt แล้วนำมายังกรุงเบอลินในปี คศ. 1896
แปลและตีพิมพ์เป็นภาษากรีกใน ศต.ที
20 แต่คัดลอกยังไม่สมบูรณ์
นั่นหมายความว่ามากว่าครึ่งสูญหายไป
เป็นการบันเรื่องราวและข้อคำสอนของพระเยซูเจ้า
ในด้านวิถีแห่งชีวิตจิต
ไม่ได้พูดถึงเรื่องราวพระมหาทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้า
แต่พูดถึงบทบาทการเป็นผู้นำของสตรีในสมัยคริสตชนแรกเริ่ม ว่ามารีย์ได้กระตุ้นและเสริมสร้างกำลังใจแก่บรรดาอัครสาวกในการประกาศข่าวดี
ที่มารีย์ได้จากภาพนิมิต ซึ่งแตกต่างไปจากพระวรสารทั้ง 4 เล่มแน่นอน เป็นการบันทึกเรื่องราวการสนทนาระหว่างพระเยซูเจ้ากับสานุศิษย์ของพระองค์
หลังจากทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ คำถามเกี่ยวกับวันสิ้นโลกและธรรมชาติของบาป
พระวรสารของ
มารีย์ มักดาลา มาจากมไหน ? พบว่าผลงานบางชิ้นที่ได้หายไปและถูกพบใน Nag
Hammadi ซึ่งถูกแปลเป็นภาษาเยอรมันลได้ตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกใน คศ.
1955 แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ที่พบเป็นภาษา Coptic ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมของชาวอียิปต์
ที่เราเรียกว่า “Copts” ปัจจุบันชิ้นส่วนที่เป็นภาษากรีก
ถูกจดลิขสิทธิ์ของห้องสมุด Rylands ในแมนเชสเตอร์
ประเทศอังกฤษ และได้ตีพิมพ์ออกสู่สาธารณะในปี คศ. 1938 โดย CH. Roberts. ต่อมาพบว่าบางส่วนถูกเก็บไว้ในห้องสมุด Oxford และไดกระจัดกระจายไป
แต่ปัจจุบันได้พบชิ้นส่วนสำคัญ 3 ชิ้นด้วยกัน
ซึ่งยังคงอยู่ทั้งที่เป็นต้นฉบับภาษากรีกและภาษา Coptic อยู่
พระวรสารของ มารีย์ มักดาลา เป็นผลงานที่น่าสนใจที่แฝงด้วยธรรมล้ำลึก
และมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่ หน้า 1-6 ของบทที่ 1-3 นั้นสูญหายไป ดังนั้นเนื้อหาของพระวรสารจึงเริ่มต้นที่หน้า
7 คือ บทที่ 4 ในข้อที่ 25 ได้บันทึกไว้ว่า “เปโตรบอกกับเขาว่า
หลังจากที่ท่านได้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างแก่เราแล้ว
จงบอกกับเราด้วยว่าอะไรคือบาปของโลก” พระอาจารย์จึงตอบว่า “ไม่มีบาป
โดยธรรมชาติเป็นอิสระ แต่เป็นตัวท่านที่ทำบาป
เมื่อท่านทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะการกระทำผิดเรื่องเพศ นั่นคือบาป ”
เรื่องราวพระวรสารบทที่
5 ข้อ 5 เขียนไว้ว่า เปโตรกล่าวกับมารีย์ว่า
“น้องสาวเรารู้ว่าพระอาจารย์ทรงรักท่านมากกว่าสตรีใดๆ
(เปโตรรู้ว่าพระเยซูเจ้าและมารีย์เป็นสามีภรรยากันและทำงานด้วยกันในที่ศักดิ์สิทธ์
ซึ่งเป็นศูนย์ของวิญญาณที่เราเรียกว่า Alchemy หรือ White tantra และเปโตรได้บอกกับมารีย์อีกว่า
กรุณาเล่าเรื่องที่พวกเรายังไม่เคยได้ยินมาเธอยังจำไดบ้างไหม? มารีย์ ตอบว่า
สิ่งที่ถูกปิดบังท่าน ฉันจะประกาศให้ท่านทราบ
แล้วเธอก็เริ่มกล่าวว่า “ฉันได้เห็นพระอาจารย์ในนิมิต และฉันบอกแก่ท่านว่า
ดิฉันได้เห็นท่านในภาพนิมิตของวันนี้” ท่านกล่าวกับฉันว่า “เป็นบุญแก่เท่าที่ไม่ได้หันเหไปจากสายตาข้าพเจ้า
เพราะว่าจิตใจอยู่ที่ใด ทรัพย์สมบัติก็อยู่ที่นั่น” (ในสวรรค์)
ในหนังสือที่มีชื่อว่าพระวรสารของ
มารีย์ มักดาลา พระเยซูเจ้าและสาวกหญิงคนแรกของพระองค์ เล่มนี้ มีทั้งหมด 204 หน้า จำนวน 14 บท แบ่งออกเป็น 3 ภาค
ซึ่งสามมารถเห็นได้ดังนี้
ภาคที่หนึ่ง พระวรสารของ มารีย์
มักดาลา
บทที่
1 เป็นบทนำ
บทที่
2 เป็นคำแปล
และ บทความ
บทที่
3 เป็นพระวรสาร
การเผยแสดง และการเสวน
ภาคที่ สอง บทเทศนาของพระเยซูเจ้าในพระวรสารของ
มารีย์ มักดาลา
บทที่
4 ร่างกาย
และ โลก
บทที่
5 บาป
กาสรตัดสินลงโทษ และ กฎหมาย
บทที่
6 บุตรแห่งมนุษย์
บทที่
7
พันธกิจ และ จิตใจ
บทที่
8 การกลับเป็นขึ้นมาของวิญญาณ
บทที่ 9 การโต้แย้งเกี่ยวกับคำสอนของมารีย์
มักดาลา
ภาคที่ สาม พระวรสารของ มารีย์
มักดาลาในสมัยคริสตชนแรกเริ่ม
บทที่
10 ธรรมประเพณีของพระเยซูเจ้า
บทที่
11 นักบุญเปาโล
บทที่ 12 พระวรสารของนักบุญ
ยอห์น
บทที่ 13 บรรดาอัครสาวก
บทที่ 14 ประวัติศาสตร์ของคริสตชน
จากการที่ผมได้อ่านศึกษามา
พบว่าเนื้อต่างๆในหนังสือเล่มนี้มีความน่าสนใจอย่างมาก
และก็ได้คัดเลือกมาเฉพาะเพียงบางบทเท่านั้นแล้วแปลเป็นภาษาไทย เช่น ตัวอย่าง บทที่
6
ตัวอย่าง บทที่ 6 “บุตรแห่งมนุษย์”
ในบทนี้ได้กล่าวถึงบุตรแห่งมนุษย์ที่ว่า
ความเชื่อนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับหลักปรัชญาประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง ซึ่งเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์
คือ พระเจ้า และได้อ้างถึงนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ คือ Plato ผู้มีผลงานที่โดดเด่น ในเรื่องโลกแห่งมโนคติ ซึ่งพลาโต ได้วาด
มโนภาพของมนุษย์
ในภาพลักษณ์ของความเป็นชาย ที่ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมดเหมือนกับพระสารของมารีย์
มักดาลา และในพระวรสารบทที่
6 นี้ มีภาษาปรากฏออกมาซึ่งคล้ายกับบทจดหมายที่นักบุญเปาโลได้เขียนถึงชาว (เอเฟซัส. 4: 13) และ (โคโลสี 1: 8)
แต่ทั้งสองฉบับที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษก็ยังคลุมเครือไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่สำหรับคำแปลในพระวรสารของมารีย์ มักดาลานั้น มีความสมบูรณ์เป็นธรรมชาติ
ซึ่งกล่าวถึงบุตรแห่งมนุษย์ว่าไม่ได้หมายถึงพระเยซูเจ้าเท่านั้น
ในการแปลโดยทั้งหมดควรมีความชัดเจน ไม่คลุมเครือในความจริงตามธรรมเนียมที่ถือว่า
ภาพของความเป็นมนุษย์นั้นเป็นชายทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เพราะความบังเอิญหรือเกิดจากความเคยชิน
ในธรรมเนียมนี้ได้สะท้อนถึงการให้คุณค่าตามประเพณีของชาวเมดิเตอรันกันซึ่งนำเอาภาพของความเป็นชายเป็นตัวแทนของ
ความสมบูรณ์ ความมีอำนาจ สิ่งที่อยู่เหนือกว่า (ตัวอย่างในด้านปรัชญา
คำถามและคำตอบที่อยู่ใน พระคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิมในหนังสือปฐมกาล 4: 15 )
พระวิญญาณนั้นมีอยู่อย่างที่เคยมีมาก่อนซึ่งประทับอยู่ในหนึ่งส่วนสี่ของความเป็นชาย
หนึ่งส่วนสี่ของความเป็นหญิง ณ ที่นี้ในเพศชายเป็นที่อันเหมาะสมในความคิดที่ว่า มีความฉลาด
ความแข็งแรง ความยุติธรรม ความรอบคอบ มีความศรัทธาเปี่ยมด้วยอิสรภาพและความกล้าหาญ
มีคุณสมบัติคล้ายกับปรีชาญาณ ) และพระวิญญาณนั้นก็อยู่ในความเป็นผู้หญิงด้วยเช่นกัน
ที่กล่าวถึงกิเลส ตัณหา ความกลัว
ความเศร้า ความปรารถนาและความพึงพอใจ ซึ่งในความคิดผู้หญิงแล้วเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเป็นผู้ติดตามซึ่งไม่สมเหตุสมผลกัน
ผลที่ตามมาก็คือเป็นความอ่อนแอที่ไม่อาจขจัดออกได้และเป็นโรคที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วย
อีกตัวอย่างหนึ่งในบทที่ 9 ข้อที่
35 ( Ricci Mary Magdalene ) ได้เขียนบันทึกไว้ว่ามารีย์นั้นเป็นองค์อุปถัมภ์และเป็นผู้แทนของบรรดาสตรีทั้งหลาย
เธอได้กล่าวถึง R.P. Baden ว่าเป็นแบบอย่างที่ได้ให้คุณค่าและความหมายในเรื่องบทบาทของสตรี
โดยให้ความเห็นว่า ในขณะที่พระเยซูเจ้าคงไม่ได้มีความปรารถนาให้สตรีเข้ามามีบทบาทหน้าที่ในการประกาศข้อคำสอนของพระองค์
ในเมื่อสตรีเป็นเพศที่มีธรรมชาติที่อ่อนแอ เบาะบางและความสุภาพเรียบร้อย พระองค์ไม่มีวันที่จะอนุญาตให้พากเธอรับใช้ผู้ชาย
หรือว่าจะเป็นในเรื่องวัตถุสิ่งของต่างๆ ก็ตาม เพื่อปล่อยในสตรีนั้นมีอิสรภาพในเรื่องการประกาศข่าวดี
Schaberg
ได้ชี้ให้เห็นอีกว่าประเพณีนี้ไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์
โดยทานได้อ้างถึง Luise schoterroff ที่กล่าวว่า
“ในขณะที่บรรดาสตรีทำหน้าที่บริการและรับใช้นั้น
เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงตำแหน่งอำนาจของการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะถูกมองข้ามในบทบาทหน้าที่ด้านการเงิน
การรับผิดชอบต่อความต้องภายนอกของผู้ชาย
โดยจำจัดให้อยู่ในบริบทความเป็นส่วนตัวมากกว่าการเข้ามามีบทบาทในสังคมสาธารณะ (The
resurrection of Mary Magdalene, 265)
สรุปสิ่งที่ได้รับ
จากการที่ผมได้อ่านและศึกษาเกี่ยวกับพระวรสารของ มารีย์ มักดาลา
มาแล้วทำให้ผมไดเห็นคุณค่าและความสำคัญของหนังสือเล่มนี้อย่างมาก แม้ว่าจะเป็นหนังสือที่ถูกจัดว่าอยู่นอกในสารระบบก็ตาม
ผมพบว่าในหนังสือเล่มนี้มีประวัติความเป็นมา เนื้อหาที่บันทึกเรื่องราวและเหตุการณ์ในสมัยพระเยซูเจ้าไว้
อย่างน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาของพระเยซูเจ้ากับบรรดาศิษย์ของพระองค์
การตอบคำถามเกี่ยวกับบาปและวันสิ้นโลก ซึ่งเนื้อหาโดยส่วนใหญ่แล้วยอมรับได้
แต่เพียงบางส่วนที่ยอมรับไม่ได้จริงๆเพราะเขียนต่างจากคำสอนข้อความเชื่อที่พระศาสนจักรยืนยันประกาศสั่งสอนไว้
เช่นเรื่องบางตอนเน้นที่พระเยซูเจ้ากับ มารีย์ มักดาลา มากไป เช่นพูดถึงการแต่งงานระหว่างพระเยเจ้ากับ
มารีย์ มักดาลา มีเนื้อหาบางตอนที่ขัดแย้งกับสิ่งที่พระศาสนจักรสั่งสอนอย่างสุดโต่ง
การลดทอนสถานภาพความเป็นพระเจ้ามาเป็นมนุษย์สามัญชนเป็นต้น ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นเป็นผลงานของพวกที่มีความเชื่อต่างจากเรา
หรือกลุ่มที่ไม่เชื่อในพระเยซูเจ้าโดยการจับผิด
หาจุดอ่อนและข้อบกพร่องโดยให้เหตุผลที่น่าเชื่อถือ เพราะศาสนาจักรเองก็มีศัตรูเยอะ
แม้แต่ในสมัยพระยูเจ้าเองมีพวกนี้อยู่แล้ว
หลังจากที่ผมอ่านจบแล้ว คำถามแรกที่ผมถามตัวผมเองก็คือ
ทำให้ผมเสียความเชื่อหรือเปล่า ถ้าไม่ผมจะศึกษาเพิ่มเติมมากขึ้น
และใช้วิจารณญาณในการอ่านศึกษา โดยมีเงื่อนไขที่ว่าผมจะต้องมีจุดยืน
คือยืนหยัดในหลักคำสอนข้อความเชื่อของพระศาสนจักรต่อไป
แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือที่น่าสนใจ
น่าศึกษาก็จริง แต่พอผมได้ศึกษาลึกลงไปในรายละเอียดมากขึ้นแล้วพบว่า
หนังสือเล่มนี้เกิดจากการรวบรวมชิ้นเอกสารหลายชิ้นมารวมเป็นเล่ม
ซึ่งไม่รู้ว่าฉบับไหนเป็นต้นฉบับ มีผู้เขียนหลายคน แปลเป็นหลายภาษา
และยังไม่แพร่หลายถูกเก็บไว้ในห้องสมุดของสหรัฐและอังกฤษเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังไม่เป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มคริสตชนของเรา
มีความน่าเชื่อถือน้อย
------------- “The Gospel of
Mary.” Pp.357-66 in The complete Gospels Annotated Scholar
Version.Ed.Robert J. Miller. Rev. and
Ex.edition.sonoma, CA:Pole bridge Press, 1994.
------------- “Writing Gospel
or Oral tradition.” Journal of Biblical Literature
113.2,1994
-------------Elliot J.K. The Apocryphal Jesus
.Oxford University Press, Newyork.1996.
หนังสือ Apocrypha นี้อย่างที่เราทราบกัน คือหนังสือต้องห้ามในพระศาสนจักร เมื่อมีการเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ควรใส่วัตถุประสงค์ในการเขียนลงไปด้วยครับ เผื่อคนอื่นผู้ไม่รู้ นำไปใช้เเละมันอาจจะเกิดข้อขัดเเย้งก็เป็นได้ครับ หรือลงท้ายว่าเป็นประเภทหนังสือเสริมความรู้เท่านั้นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำสอนของพระศาสนจักรรับรองครับ
ตอบลบเห็นด้วยกับคอมเมนต์แรก แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยอ่านมาก่อน ดีครับ ถือเป็นการแนะนำไปในตัวว่าเรามีหนังสือที่ไม่รองรับ พวกนี้อยู่ด้วย
ตอบลบพระวรสารของ มารีย์ ผมก็ไมเคยทราบมาก่อนเหมือนกัน เป็นประโยชน์มาก ที่จะทำให้เราสามารถมองพระคัมภีร์จากหลายๆ มุม เพื่อเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น
ตอบลบผมว่าพระศาสนจักรมีการตรวจสอบเเละรับรองการเขียนที่ถูกต้อง จึงทำให้พวกเรามีความเชื่อที่ถูกต้องเหมืนอกัน
ตอบลบเรื่องราวของแม่พระเขียนหนังสือ ไม่เคยได้รับทราบในเนื้อหาประเภทนี้เลย แต่หากพิจารณาความเป็นจริงถึง บุคคลที่ชื่อ มารียืที่บันทึกในพระคัมภี์แล้ว พบว่า พระนางมีบุคลิกพุดน้อยและมีบทบาทน้อยมาก แต่หากจะมีพระวรสารก้คงไม่แปลก เพราะพระนางก้มีโอกาสฟังพระวาจาของพระบุตรบ่อยครั้ง มีความเป้นไปได้ แต่พระศาสนจักรไม่ได้รับรอง หากมีคำถามว่า ทำไมไม่รับรองนั้น เห็นจะต้องพิจารณาอีกหลายประการ ขอบคุณที่ให้ความรู้ใหม่ครับ
ตอบลบดูที่ความเชื่อและความศรัทธาที่เขามีต่อพระเยซูเจ้า และการอุทิศชีวิตเพื่อพระองค์แค่นี้พอ
ตอบลบอาจเป็นเพราะสมัยนั้น ผู้หญิงไม่สามารถพูดในที่ประชุมได้ เป็นพระเพณีที่ถือกัน แม้บางคริสจักร ในปัจจุบันก็ยังไม่ยอมรับการเทศนาของผู้หญิง ข้อนี้พอจะเป็นคำตอบได้ส่วนหนึ่ง ว่าทำไมผู้หญิงจึงไม่มีบทบาทเท่าไรนัก
ตอบลบแค่เอ่ยว่า พระเยซูทรงเป็นสามี ภรรยา ก็ผิดต่อพระวจนะ แล้ว เราเคยดูหนังเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับพระเยซู แล้วดูไปดูมากลายเป็นพระเยซูได้มีความสำพันธ์แบบสามีภรรยากับมารี งงไปเลย บอกได้เลยว่าคงมาจากเรื่องนี้แน่ๆ อะไรที่กล่าวผิดจากพระวจนะของพระเจ้าก็เท็จ เพราะพระวจนะคือความจริงนอกเหนือจากนั้นเท็จ
ตอบลบ