สังคายนาสากลที่เมืองนิเชอา ปี 325
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสังคายนาเมืองนิเชอา
การสังคายนามีทั้งหมดประมาณ 21 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 – 7 เป็นสังคายนาร่วมกันระหว่างพระศาสนจักรตะวันตกกับพระศาสนจักรตะวันออก
ซึ่งถือข้อตกลงร่วมกัน แต่สังคายนาครั้ง 8 – 21
เป็นสังคายนาเฉพาะพระศาสนจักรตะวันตกเท่านั้น โดยพระศาสนจักรตะวันออกไม่ยอมรับ
ในสังคายนานิเชอาครั้งนี้เป็นช่วงระหว่างครั้งที่ 1 – 7
จึงถือว่าเป็นสังคายนาสากล ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก
สังคายนาครั้งนี้เป็นสังคายนาสากล
ซึ่งมีกลุ่มเข้าร่วมหลายกลุ่ม คือ พระศาสนจักรแอสซีเรียของตะวันออก
พระศาสนจักรตะวันออกนิกายออธอด็อก พระศาสนจักรตะวันออกของทวีปเอเซียนิกายออธอด็อก
พระศาสนจักรตะวันตกนิกายโรมันคาทอลิก และคริสเตียน
ซึ่งถือว่าเป็นการร่วมตัวที่สำคัญอย่างมากต่อศาสนาคริสต์
สังคายนาครั้งนี้นำโดย
จักรพรรดิคอนสตันติน
ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านศาสนาโดยเฉพาะศาสนาคริสต์ ทำให้จำนวนคริสตชนเพิ่มมากขึ้น
และในสมัยของจักรพรรดิคอนสตันตินยังอนุญาตให้นับถือศาสนาอย่างอิสระได้
ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านศาสนา
ซึ่งมีทั้งผลดีและไม่ดีต่อการปกครองและความมั่นคงของอาณาจักรโรมัน
จากการเติบโตทางด้านศาสนานำมาซึ่งความเห็นบางสิ่งบางอย่างไม่ตรงกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้อความเชื่อที่เกี่ยวกับธรรมชาติของพระเจ้าในองค์พระเยซูเจ้า
มีทั้งคำถาม แนวคิด คำตอบต่างๆ
จึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกันและหาแนวทางในการปฏิบัติ
เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งในการประชุมที่เมืองนิเชอาครั้งนี้มีพระสังฆราชร่วมประชุมประมาณ
300 องค์
ซึ่งเรารู้จักชื่อพระสังฆราชประมาณ 220 องค์
จากพระสังฆราชทั้งหมดส่วนใหญ่มาจากตะวันออกและถือวัฒนธรรมกรีก
ส่วนพระสังฆราชตะวันตกมาร่วมประชุมไม่กี่องค์เท่านั้น
ที่มาของการสังคายนาที่เมืองนิเชอา
ปี 325
(ศต. 4)
ก่อนสังคายนาที่นีเชอาได้เกิดมีแนวคิดของอารีอุสขึ้นมา
คือ อารีอูสเป็นพระสงฆ์ แห่งอเล็กซาน เดรีย
ไม่เห็นด้วยกับความคิดว่าพระบิดาและพระบุตรเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเจ้าเป็นความจริงสูงสุดที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้
และในฐานะพระเจ้า พระองค์ไม่สามารถมีความทุกข์หรือตายได้
พระเจ้าไม่ถูกจำกัดด้วยประสบการณ์แห่งการบังเกิด ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสอนและยืนยันต่อสาธารณชนถึงทัศนคติเกี่ยวกับสถานะ ของพระบุตรของพระเจ้าและความสัมพันธ์กับพระเจ้า
ดังนี้
1. พระเจ้าเป็นความจริงสูงสุด
หนึ่งเดียว แบ่งแยกไม่ได้
2. พระบุตรมีต้นกำเนิดและไม่เป็นนิรันดร
เป็นสิ่งสร้างของพระเจ้าที่สร้างก่อนสิ่งสร้างอื่นๆ
3. พระบุตรเป็นสิ่งสร้างที่ถูกสร้างในกาลเวลา
พระบุตรจึงด้อยกว่าพระบิดา เช่นเดียวกับสิ่งสร้างทั้งหลาย พระบุตรมีความจำกัดในความรู้และรู้เฉพาะสิ่งที่พระบิดาทรงเปิดเผยเท่านั้น
ดังนั้น
พระบิดากับพระบุตรไม่น่าจะเป็นหนึ่งเดียวกัน จะมีสารัตถะเป็นพระเจ้าเหมือนกันไม่ได้
พระเยซูเจ้าน่าจะเป็นแค่มนุษย์ที่เป็นคนดี ที่ได้ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนของพระเจ้าในการไถ่กู้มนุษยชาติให้รอดพ้นจากบาป
ดังนั้นพระบิดากับพระบุตรจึงแตกต่างกัน พระบุตร(พระเยซู)
ไม่ใช่พระเจ้าและมนุษย์ในเวลาเดียวกัน แต่น่าจะเป็นนาย เยซูเท่านั้น
ปัญหานี้เองที่เกิดการไม่เข้าใจกัน
ถกเถียงและยังไม่มีข้อสรุป จึงเป็นเหตุที่จะต้องมีสังคายนา
เพื่อหาจุดร่วมที่เป็นหลักในการเผยแพร่หลักข้อเชื่อของศาสนาคริสต์อย่างถูกต้องที่สุด
ประเด็นที่สำคัญของการสังคายนาครั้งนี้
คือ
เรื่องข้อความเชื่อที่เกี่ยวกับธรรมชาติของพระเจ้าในองค์พระเยซูเจ้า จึงมีเอกสารต่างๆออกมาเกี่ยวกับข้อความเชื่อ
กฎระเบียบหรือจดหมายต่างๆที่สำคัญดังนี้
ข้อความเชื่อเรื่องธรรมชาติของพระเจ้าในองค์พระเยซูเจ้า
สังคายนานิเชอา
โดยการนำของพระจักรพรรดิคอนสแตนติโนเปิล และผู้ที่มีบทบาทสำคัญอีกคนหนึ่ง ก็คือ Athanasius อาทานาซีอุส
ท่านได้สอนเรื่อง Homoousios (ธรรมชาติเดียวกัน)
กล่าวคือ พระเยซูเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ และเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาในฐานะที่เป็นพระเจ้า
โดยมีหลักการที่สำคัญดังนี้
1.
พระบุตรบังเกิดจากพระบิดา พระบุตรบังเกิดมาและได้รับภาวะจากพระบิดา
ดังนั้นต้นกำเนิดของพระบุตรมาจากพระบิดา
2.
พระเจ้าจากพระเจ้า องค์ความสว่างจากองค์ความสว่าง พระเจ้าแท้จากพระเจ้าแท้
เพื่อแสดงถึงว่า ความเป็นพระเจ้าของพระบิดาได้สื่อมายังพระบุตรอย่างไร
และเป็นการยืนยันถึงความเป็นพระเจ้าของพระบุตรผู้ซึ่งได้รับการเรียกว่าพระเจ้าอย่างถูกต้องและเป็นพระเจ้าแท้
3.
บังเกิด แต่ไม่ได้ถูกสร้าง สังคายนาชี้ว่า การมีต้นกำเนิดจากพระบิดาไม่ได้หมายความว่ามีการเริ่มต้นหรือถูกสร้าง
จึงหมายว่าเป็นต้นกำเนิดนิรันดร
4.
มีพระธรรมชาติเดียวกับพระบิดา
เพื่อยืนยันถึงความเป็นพระเจ้าของพระบิดาและพระบุตรที่เป็นหนึ่งเดียวและเหมือนกัน
ทั้งหมดนี้เป็นหลักการเรื่องข้อความเชื่อว่า
พระเยซูเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ และเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาในฐานะที่เป็นพระเจ้า
ซึ่งความคิดทั้งสองแนว คือ แนวคิดของอารีอุส และอาทานาซีอุส ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงจึงทำให้ในพระศาสนจักรได้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งตามแนวความคิดของอารีอูส (เน้นความเป็นมนุษย์ของพระเยซู)
อีกฝ่ายหนึ่งตามแนวอาทานาซีอุส(Homoousios) แต่ในที่สุด
แนวคิดของอารีอุสก็พ่ายแพ้ และได้ถูกประฌามจากสังคายนาครั้งนี้
กฎระเบียบของพระศาสนจักรในการสังคายนาครั้งนี้
สังคายนาได้ประกาศใช้ในกฎหมายพระศาสนจักรใหม่ทั้งหมด
20 ข้อ หรือเรียกว่า ประมวลกฎหมาย แม้จะมีบางส่วนที่อยู่ในช่วงพิจารณา
หมายถึง กฎหมายที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ในทั้งหมด 20 ข้อนี้
ถูกกำหนดในสังคายนานิเชอาและยุคหลังจากนิเชอาก็จะตามมาด้วย กฎหมายพระศาสนจักรใหม่ทั้งหมด
20 ข้อ มีดังนี้
1. ห้ามมิให้ทำหมันหรือคุมกำเนิด
2. กำหนดของการสอนขั้นพื้นฐานของบุคคลที่เตรียมตัวล้างบาปเป็นคริสตชน
3. ห้ามมิให้สตรีอยู่ร่วมในที่พำนักของพระสงฆ์หรือศาสนบริกร
4. ข้อกำหนดการบวชของพระสงฆ์
จะต้องได้รับการเห็นจากพระสังฆราช 3 คนขึ้นไป
และได้รับการรับรองจากพระสังฆราชหัวหน้าเขตด้วย
5. จัดให้มีการประชุมย่อยท้องถิ่น
ซึ่งจะต้องจัดประจำทุกปี
6. อำนาจสูงสุดขึ้นตรงต่อพระสังฆราชแห่งอเล็กซานเดรีย
(พระสันตะปาปา)
7. การกำหนดข้อบังคับด้านสิทธิความเสมอภาคในเยรูซาเล็ม
8. จัดให้มีการลงความเห็นในหัวข้อ
เรื่อง Novatianists ตั้งแต่เริ่มต้น
9 – 14 จัดให้มีการกำหนดกระบวนการลงโทษเบื้องต้น
เพื่อต่อต้านข้อผิดพลาด ในกรณีที่เกิดการก่อกวนของกลุ่ม Licinius
15 -16 ข้อห้ามเรื่องการถอดถอนของพระสงฆ์
17. ข้อห้าม เรื่อง
การกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยสูงมากในหมู่นักบวช
18. ฐารันดรของพระสังฆราช
และศาสนบริกรก่อนรับเป็นสังฆานุกร เพื่อประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณ
19. การประกาศโมฆะของการรับศีลล้างบาปของพวกนอกรีต
20. ข้อห้ามเรื่องการคุกเข่าในวันอาทิตย์และวันสมโภชพระจิตเจ้า
(40 วันตลอดเทศกาลปัสกา)
ใช้ท่าทีการยืนแทนเพื่อแสดงออกในการภาวนาตามกฎเกณฑ์พิธีกรรม ในช่วงนี้
การคุกเข่าเป็นท่าทีที่แสดงออกของคริสตชนตะวันออก
ในรูปแบบการภาวนาและใช้ในทุกอาทิตย์
ประมวลกฎหมายได้กำหนดให้เป็นรูปแบบในการปฏิบัติ
ข้อสรุปของสังคายนานี้ครั้งนี้ คือ
1. ได้มีการออกบทข้าพเจ้าเชื่อที่ใช้ในมิสซาวันอาทิตย์จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
โดยให้ความหมายว่าพระบุตรของพระเจ้ามีพระธรรมชาติกับพระบิดา
หรือทรงร่วมสภาวะเดียวกันกับพระบิดา เป็นการยืนยันว่าพระบิดาและพระบุตรเท่าเสมอกัน
ไม่แยกออกจากกัน และได้มีการแต่งบทภาวนาจากการที่วอนขอต่อพระเจ้ามาเป็นการวอนขอต่อพระเยซูเจ้าแทน
และด้วยเหตุที่พระศาสนจักรได้เน้นความเป็นพระเจ้าของพระเยซูมากขึ้นนี่เองจึงทำให้แม่พระซึ่งเป็นมารดาของพระเยซูเจ้าได้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากในยุคนี้และส่งผลอย่างเห็นได้ชัดในสังคายนาที่เมืองนีเชอา
ปี 787 ที่พูดเรื่องการเคารพรูปพระและบรรดานักบุญ
2. มีการกำหนดกฎระเบียบของพระศาสนจักรบางประการ
คือ ให้มีฉลองวันสมโภชปัสกาตรงกับวันที่กรุงโรมและเมืองอเล็กซานเดรียได้กำหนดไว้
3. บรรดาพระสังฆราชต้องการให้สมณะที่แต่งงานแล้ว
สละชีวิตครอบครัว
4. มีการกำหนดอิริยาบถในการยืนและคุกเข่าตามกฎเกณฑ์พิธีกรรม
ผลจากการสังคายนาครั้งนี้
ในเรื่องบทข้าพเจ้าเชื่อแม้ได้ข้อสรุปแล้ว
แต่ยังเป็นปัญหาต่อมาหลังจากสังคายนานิเชอาซึ่งมีหลายคนปฏิเสธคำว่า Homoousios เพราะคำนี้ไม่พบในพระคัมภีร์ มีการแยกระหว่างสารัตถะกับสภาวะ
จึงเป็นสาเหตุทางความคิดที่ทำให้เกิดความแตกแยกจนต้องเกิดสังคายนาครั้งต่อไป คือ
สังคายนาที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (ค.ศ. 381)
แต่อย่างไรก็ตามบทข้าพเจ้าเชื่อในการสังคายนาที่นิเชอายังได้ใช้ในมิสซาวันอาทิตย์มาจากสังคายนาครั้งนั้นและใช้จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
และยังมีการแต่งบทภาวนาจากการที่วอนขอต่อพระเจ้ามาเป็นการวอนขอต่อพระเยซูเจ้าแทนอีกด้วย
ด้วยเหตุที่พระศาสนจักรได้เน้นความเป็นพระเจ้าของพระเยซูมากขึ้นนี่เองจึงทำให้แม่พระซึ่งเป็นมารดาของพระเยซูเจ้าได้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากในยุคนี้และส่งผลอย่างเห็นได้ชัดในสังคายนาที่เมืองนีเชอา
ปี 787 ที่พูดเรื่องการเคารพรูปพระและบรรดานักบุญ
ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง
คือ เรื่องของบรรดาพระสังฆราชและสมณะกับการถือโสด สละชีวิตครอบครัว
เพื่ออุทิศชีวิตแด่พระเจ้า ซึ่งยังส่งผลมาจนถึงในปัจจุบันนี้
แม้นิกายต่างๆอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงให้พระสงฆ์แต่งงานได้
แต่พระศาสนจักรโรมันคาทอลิกยังคงรักษาสิ่งเหล่านี้อยู่
ประเด็นเรื่องการประกาศโมฆะของการรับศีลล้างบาปของพวกนอกรีต
ได้พัฒนามาเป็นประมวลกฏหมายที่สำคัญของพระศาสนจักรเกี่ยวกับการล้างบาป
การกลับใจมาเป็นคริสตชนในขณะที่เคยทิ้งความเชื่อไปแล้ว ซึ่งทำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ถือว่าเป็นผลมาจากสังคายนานิเชอาด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลจากสังคายนาเมืองนิเชอา
ซึ่งมีความสำคัญต่อพระศาสนจักรยุคต่อมา ทำให้เห็นว่าพระศาสนจักรมีการเปลี่ยนแปลง
ปรับปรุง และพัฒนาตามกาลเวลา
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างดำเนินมาได้จนถึงปัจจุบันนี้ไม่ใช่เป็นเพราะมนุษย์แต่เป็นพระจิตของพระเจ้าที่ดำรงอยู่ในพระศาสนจักร
ภาคผนวก
ภาพแผนที่เมืองนิเชอา

ภาพการสังคายนาเมืองนิเชอา

ภาพส่วนต่างๆของเมืองนิเชอา



แหล่งอ้างอิงข้อมูล
1. www. Columbia. Edu
2. www. Newadvent. Org
3. www. Papalencyc. Net
4. www. Tertulian. Org
5. www. Wikipedie. Org
เป็นสังคายนาที่มีความสำคัญกับคริสตศาสนาอย่างมากที่มีการพูดถึง บทข้าพเจ้าเชื่อ เป็นบทภาวนาที่พระศาสนจักรมามีตั้งเเต่ ศต เเรกๆ ผมว่าหากไม่มีสังคายนาครั้งนี้ เอกลักษณ์ความเป็นคริสตชนในการอ้างและต่อต้านในข้อกล่าวหาด้านความเชื่อของพวกเบียดเบียนคริสตศาสนาของเราได้อย่างชัดเจน
ตอบลบไม่มีรูปเลย
ลบสังคายนาที่เป็นจุดเริ่มของ บท Credo ดังนั้นช่วงเริ่มแน่นอนว่ามันต้องมีคนที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดีครับ
ตอบลบขอบคุณมากครับ ช่วยให้เข้าใจ ว่ากว่าจะเป็นบทข้าพเจ้าเชื่อในปัจจุบันของโรมัน คาทอลิก นั้นเป็นมาอย่างยากลำบาก ผ่านการกรั่นกรอง เพื่อรักษาความเชื่อที่ถูกต้องไว้
ตอบลบนี่เป็นบทความที่น่าทึ่งสุดๆ ถ้าผมไม่เคยศีกษาประวัติศาสตร์พระศาสนจักรมาก่อนนี่ ผมคงต้องเรียกคุณว่านักประวัติศาสตร์ได้เลยนะครับคุณประธาน ผมอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้เลยกับการสังคายนาครั้งนี้ ซึ่งมีผลกับชีวิตคริสตชนจวบจนปัจจุบันเลยนะครับ ไม่รู้ว่าจะขอบใจอย่างไรดีที่คุณเลือกหัวข้อเรื่องนี้
ตอบลบเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น ผุ้นำจะทำหน้าที่จัดสังคายนาเพื่อข้อสรุปเพื่อหาข้อยุติจากข้อโต้แย้งที่ไม่ลงรอยขึ้น ในครั้งนี้ เป็นสังคายนาที่เมืองนิเชอา ซึ่งนับว่าเป้นจุดเริ่มต้นของสังคายนา เพราะเป้นสังคายนาสากลครั้งแรก และเป็นจุดเริ่มต้นของ ความเป็นมาของ บทสัญลักษณ์ความเชื่อ Credo ดังนั้น ขอขอบคุร คุณประธาน ตัณเจริญที่ได้ช่วยให้ความกระจ่างมากขึ้นในสังคายนาดังกล่าว ขอบคุณมากครับ
ตอบลบสังคายนาเป็นเครื่องหมายบอกว่า เรายังไม่สมบูรณ์แต่ก็พร้อมที่จะพัฒนาให้สมบูรณ์ด้วยความจริงจังและความเป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อ
ตอบลบ